ประวัติและผลงานของพระครูวิจารณ์ศีลคุณ (ชู)

พระครูวิจารณ์ศีลคุณ(ชู)เกิดเมื่อปีระกา 2392 โยมบิดามารดาอยู่บ้านบางแก้ว ริมทะเลสาบสงขลา จังหวัดพัทลุง เป็นเจ้านาคอยู่ที่วัดดอนคันออก  และอุปสมบทที่วัดคูขุด  ตำบลคูขุด  อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เมื่อ พ.ศ. 2413 และครองสมณเพศอย่างมั่งคงสืบมาจนมรณภาพ ใน พ.ศ. 2465 เมื่ออายุ 73 ปี พรรษา 52 ขณะดำรงตำแหน่งเจ้าคณะวัดจะทิ้งพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา

พระครูวิจารณ์ศีลคุณ(ชู)เป็นคนฉลาดและมั่นคงในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง  ท่านเคยจาริกไปศึกษาหาความรอบรู้ถึงเมืองภูเก็ตด้วยความยากลำบาก เพราะต้องเดินเท้า อาศัยเรือ และช้าง  ชาวบ้านบุกป่าฝ่าคลื่นลม นานถึง 7 ปี ท่านจึงกลับมาจำพรรษาอยู่ ณ วัดดอนคันออกตามเดิม ครั้น พ.ศ. 2422 พรรษา 10 ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระใบฏีกาฐานานุกรมของเจ้าคณะวัดจะทิ้งพระ

ปรากฏว่า ท่านเริ่มบำเพ็ญตนเป็นนักพัฒนาคุณภาพของชุมชน มุ่งเน้นหนักด้านการศึกษา จริยธรรมและสัมมาชีพ โดยท่านตั้งสำนักเรียนหนังสือไทยและอบรมวิชาชีพขึ้นที่วัดของท่านเรื่องนี้พระราชศีลสังวร(ช่วง) เล่าว่า

ท่านได้แต่งตำราหนังสือไทยแบบโบราณขึ้น รับเด็กเรียนหนังสืออบรมลูกชาวบ้านวัดดอนคันออก (ตะวันออก) จึงเป็นสถานศึกษาอบรมกุลบุตรทางหนังสือไทยและเลขไทย เป็นต้น เดิมมาในยุคนั้น ตำราเรียนหนังสือไทยแบบโบราณหนังสือหัดอ่าน เขียนแต่งบทวรรณคดีสูตรเลข ก็แต่งขึ้นในเวลานี้หลายฉบับ  และพระราชศีลสังวร(ช่วง) เล่าต่อไปว่านอกจากท่านประพันธ์  ภาษิตลุงสอนหลานแล้ว ยังมีหนังสือเกี่ยวกับคณะสงฆ์ไทยไปสืบพระพุทธศาสนา  ณ ลังกาทวีป ชื่อ พระพุทธโฆษาจารย์

เมื่อเจ้าคณะวัดจะทิ้งพระมรณภาพ ท่านได้ย้ายมาครองวัดจะทิ้งพระ และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะวัดจะทิ้งพระด้วย เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสอำเภอประท่า (อำเภอสทิงพระ) และเสด็จทอดพระเนตรวัดจะทิ้งพระ ในปี พ.ศ. 2448  ได้โปรดเกล้าฯ  ถวายสมณศักดิ์ที่พระครูธรรมธาตุนุรักษ์ถือพัดพระวินัยธรแด่ท่าน และต่อมาได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นเจ้าคณะอำเภอ สมณศักดิ์ที่พระครูวิจารย์ศีลคุณในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว

ท่านพระครูวิจารณ์ศีลคุณ (ชู) เป็นปูชนียบุคคลของชาวจังหวัดสงขลา ประชาชนส่วนใหญ่มักเรียกท่านด้วยความเคารพยกย่องว่า “พ่อท่านเฒ่า” นายซ้อน  สุวรรณคีรี เล่าว่า “พ่อท่านเฒ่า”  มีความสำคัญในท้องถิ่นแถบนี้ รองๆ ลงมาจาก “หลวงปู่ทวดเหยียบน้าทะเลจืด” นั้นเทียว

ท่านเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนบ้านจะทิ้งพระ(วิจารณ์ศีลคุณ) ซึ่งเป็นโรงเรียนประชาบาลแห่งแรกของลุ่มทะเลสาบสงขลา เมื่อ พ.ศ. 2450

เป็นผู้ตั้งวงดนตรีไทยวงแรกขึ้นในท้องถิ่นแถบนี้

เป็นผู้สงวนบริเวณเมืองสทิงปุระพาราณสีเอาไว้เป็นสาธารณสมบัติ

เป็นผู้สร้างวิหารพระพุทธศรีไสยาสน์และหอระฆังวัดจะทิ้งพระ อันเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามยิ่ง

เป็นผู้สร้างและบูรณะโบสถ์วิหารมากมายหลายสิบแห่งรอบทะเลสาบสงขลา

เป็นผู้ประพันธ์วรรณกรรมขับบท “ภาษิตลุงสอนหลาน”  อันอมตะ

ครั้นเมื่อท่านพระครูวิจารย์ศีลคุณ(ชู) มรณภาพลงในแผ่นดินของพระมงกุฎเกล้า มีการจัดงานศพอย่างสมเกียรติโดยได้จัดสร้างเมรุประดิษฐานศพที่สูงเสียดฟ้าและใหญ่โตมโหฬารขึ้นตรงหน้าพระเจดีย์ศรีมหาธาตุวัดจะทิ้งพระ

ปัญญานันทภิกขุ เล่าว่าความสูงของเมรุนั้น ถ้าขึ้นไปนั่งบนขื่อของเมรุก็สามารถจะมองเห็นทะเลสาบได้ชัด เห็นบ้านคูขุด บ้านแหลมวัง ตลอดไปจนถึงศรีไชยได้อย่างชัดเจน เรียกว่าสูงพอๆกับความสูงของภูเขาเลยทีเดียว สำหรับประชาชนทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตที่งานร่วมงานศพในครั้งนั้น กล่าวกันว่ามีจำนวนมากมายราวฝูงมดฝูงปลวกก็ไม่ปาน

โดยมีสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงลพบุรีราเมศวร์(เจ้าฟ้ายุคลธร)  สมเด็จอุปราชภาคใต้ เสด็จเป็นผู้แทนพระองค์มาพระราชทานเพลิงศพ

งานศพของท่านพระครูวิจารณ์ศีลคุณ(ชู) ในครั้งกระนั้น นับได้ว่าเป็นงานศพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งในประวัติศาสตร์ของภาคใต้

ในช่วงระยะเวลา 52 ปี แห่งสมณเพศของพระครูวิจารณ์ศีลคุณ ท่านได้ประสบความสำเร็จในงานพัฒนาคุณภาพของชุมชนของท่าน (อำเภอสทิงพระ) อย่างดีเลิศ จนปรากฏผลเป็นที่ภาคภูมิใจและเกียรติแก่เมืองสงขลา และประเทศชาติ นั่นคือ ลูกศิษย์-หลานศิษย์-เหลนศิษย์ ของท่าน ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ทางสังคม ทั้งระดับท้องถิ่น เมือง ภาคและประเทศเป็นจำนวนมาก สืบมาจนทุกวันนี้ ท่านเป็นหนึ่งปูชนียบุคคลของเมืองสงขลาโดยแท้

กำเนินภาษิตลุงสอนหลาน

พระราชศีลสังวร (ช่วง) เล่าว่ามีหนุ่มลูกทุ่ง 2 คน ชาวบ้านคูขุดเป็นเกลอแก้วเกลอขวัญกัน ซึ่งเรียกตามภาษาพื้นเมืองว่า อ้ายคอ อายุร่นราวคราวเดียวกัน คือ เกิด พ.ศ. 2392 คนหนึ่งชื่อ ชู อีกคนหนึ่งท่านชื่อจำชื่อไม่ได้

พ.ศ. 2413 บิดามารดาจัดให้อุปสมบทพร้อมกันที่วัดดอนคันออก (ตะวันออก) ท่านเล่าว่าคติการสึกแต่โบราณมีอยู่ว่า

สึกหนึ่ง        พรรษางาม         สึกสอ-สาม        พรรษาดี

แก่ไป            พรรษาสี่            สึกห้าปี           หมาไม่แล

เมื่อบวรเรียนได้ 3 พรรษา อ้ายคอของพระภิกษุชู ถือคติแต่โบราณดี จึงลาสิกขาเป็นหนุ่มลูกทู่งเนื้อหอมต่อไป ส่วนพระภิกษุชูยังไม่ยอมสึก เพราะเริ่มศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งเสียแล้ว แต่ก็ปรากฏว่าสีกาทรงเสน่ห์คอยรบเร้าอยู่เหมือนกัน เพราะพระภิกษุชูเป็นคนเรียบร้อย  สงบเสงี่ยม ผิวพรรณ ขาวรูปร่างสง่างาม และขยันขันแข็งดี เมื่ออ้ายคอสึกแล้วท่านรู้สึกว้าเหว่เอ้กา แต่ท่านปรารถนาจะบวรจนหมาไม่แล จึงต้องหนีสตรีภัยไปอยู่เมืองภูเก็ต 7 ปี  เป็น 7 ปี    ที่ทำให้ท่านมีประสบการณ์และความรอบรู้ที่กว้างไกลไพศาลอย่างหาค่ามิได้ที่เดียว

ท่านกลับมาเมื่อปี พ.ศ. 2422 ได้เป็นพระใบฏีกาชู และเจ้าอาวาสวัดดอนคันออก ชาวบ้านเริ่มนับถือกันมากขึ้น ทราบว่า อ้ายคอ แต่งงานและมีบุตรชายคนหนึ่งแล้ว ต่อมาอ้ายคอ นำบุตรชายคนนั้นไปมอบแก่พระใบฏีกาชู  เพื่อให้ศึกษาเล่าเรียนและเป็นเด็กโยมอุปัฏฐากด้วย   พระราชศีลสังวร (ช่วง)  เล่าว่า “ภาษิตลุงสอนหลาน” มีชื่อเรียกว่า “อ้ายหลานอาว์” เด็กคนนี้สงสัยว่าคงเป็นลูกของสีกาซึ่งเป็นต้นเหตุให้ท่านพระใบฏีกาชูหนีไปอยู่เมืองภูเก็ต และตกเป็นภรรยาของเพื่อนเก่า  (อ้ายคอ)

ต่อมาเมื่อพระใบฏีกาชูทราบว่า อ้ายคอ ซึ่งบัดนี้อายุมากขึ้นชาวบ้านเรียกพี่หลวง น้าหลวง ฯลฯ แล้ว แต่ยังประพฤติตนเป็นหนุ่มลูกทุ่งเจ้าสำราญอยู่ ไม่สมกับที่ได้บวชเรียนมาถึง 3 พรรษา กลับเป็นครูของการประพฤติชั่วในสังคม ดังท่านบรรยายว่า

เล่นบ้าคว้าว่าว     ยามเย็นยามเช้า             กินเหล้าไปพลาง

ฉัดกร้อต่อนก      หลายหนกหลายอย่าง    ขี้ค้านการห่าง

มันสิ้นเพียงครู

ด้วยความปราถนาดีอย่างจริงใจแก่อ้ายคอ-เพื่อนเก่า จึงได้ประพันธ์ “ภาษิตลุงสอนหลาน” ขึ้นโดยมีลีลาการเตือนสติอย่างละเมียดละไมให้ผู้ฟังมีโอกาสคิดและรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเองดังกล่าวแล้ว

พระใบฏีกา(ชู) ประพันธ์ ”ภาษิตลุงสอนหลาน” ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2546 สมมติให้อ้ายคอเป็น “ลุง” สอนวิชาชั่วแก่ “หลานอาว์” ข้าพเจ้าทราบจากมิตรสหายชาวสทิงพระหลายรุ่นอายุว่า พระใบฏีกาชู เริ่มเตือนสติอ้ายคอ โดยให้บุตรชายของอ้ายคอเอง ซึ่งเป็นลูกศิษย์วัดวัย 9-10 ขวบ นำเอาภาษิตลุงสอนหลายไปขับ (อ่านดังๆ) ที่บ้านใครๆ ได้ยิน รวมทั้งอ้ายคอด้วย ต่างรู้สึกตื่นเต้นและสนใจฟังถึงกับขอคัดลอกเป็นตอนๆ เพื่อนำไปขับเผยแพร่ต่อๆ กันไป แม้ว่าในสมัยนั้นคนอ่านหนังสือออกมีน้อย แต่เด็กวัดและคนวัยหนุ่มสาวนิยมท่องจำกันมาก แม้แต่ขณะทำน้ำตาลอยู่บนต้นตาลโตนดบางวันก็จะได้ยินเสียงขับสุภาษิตลุงสอนหลาน ลั่นท้องทุ่งเลยทีเดียว

ต่อมาปรากฏว่า ภาษิตลุงสอนหลาน เป็นวรรณกรรมจริยธรรม (Elhical Liteature) นิยมอ่านและท่องจำอย่างกว้างขว้าง จึงมีฉบับคัดลอกและฉบับตีพิมพ์เป็นหลักฐานอยู่มากมายหลายชุดด้วยกัน โดยฉบับที่ตีพิมพ์เป็นจริยธรรมบรรณาการในโอกาสต่างๆ มีถึง 5 ครั้งแล้ว ข้าพเจ้าจึงเชื่อว่า ภาษิตลุงสอนหลาน ของพระครูวิจารณ์ศีลคุณ(ชู) จะยืนยงนำหน้าวรรณกรรมเรื่องอื่นๆต่อไปชั่วกาลนาน

บางตอนจากภาษิตลุงสอนหลาน

ข้าขอไหว้ครู      แรกนานหายหู     ไม่รู้ครั้งไหน       เป็นครูผู้เฒ่า

ไม่เข้ากับใคร     แกดีเหลือใจ         พ้นที่คณนา

กินแล้วนอน      ไม่ทุกข์ไม่ร้อน      ด้วยสิ่งใดหนา    เมื่อคราวอยู่วัด

แกหัดวิชา          หมารุกสกา            โปไพ่หลายอย่าง

เล่นบ้าคว้าว่าว    ยามเย็นยามเช้า    กินเหล้าไปพลาง

ฉัดกร้อต่อนก     หลายหนกหลายอย่าง   ขี้คร้านการห่าง

มันสิ้นเพียงครู

ออกมาอยู่บ้าน    วิชาขี้คร้าน           กับการแกไม่โส้

เห็นคนทำการ      แกพาลพาโล       โกรธว่าโม่ห์

ชิงโร้กว่าคน

คนจำพวกนี้          ขี้ร้ายไม่ดี             มิเห็นเป็นผล

ไม่ตามคำครู          ไม่ดูเยี่ยงคน         อย่าให้มันจน

ให้มันมั่งมี…

ฯลฯ

ลองทำดูเถิดหลาน          วิชาการทุกสิ่งอัน

ล้วนเรื่องดีทั้งนั้น            เราสอนไว้ให้พาตัว

ถ้าใครถือได้หนา             ขี้กับข้า เป็นของตัว

ไม่ใช่เป็นของชั่ว              ตัวอัปปรีย์ ทั้งนั้นเอย

ฯลฯ

 

This entry was posted in บุคคลสำคัญในท้องถิ่น ส 31203. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s