หลวงปู่ทวด “เหยียบน้ำทะเลจืด”

 “สมเด็จพระราชมุนีสามีรามคุณูปรมาจารย์เทพเจ้าผู้เหยียบน้ำทะเลจืด  สมเด็จเจ้าพะโคะ หรือหลวงปู่ทวด”

หลวงพ่อทวด เกิดเมื่อวัน ศุกร์ เดือน 4 ปีมะโรง พ.ศ.2125 (ปลายสมัยพระมหาธรรมราชาแห่งกรุงศรีอยุธยา) ณ บ้านเลียบ หมู่ที่ 1 ต.ดีหลวง อ.สทิงพระ  จ.สงขลา มีนามเดิมว่า “ปู“ บิดาชื่อนายหู  มารดาชื่อ นางจัน เป็นคนยากจน แต่ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม เมื่อถึงวันพระก็ได้เข้าวัดทำบุญ ทำทานสมาทานศีลและฟังพระธรรมเทศนาอยู่เป็นประจำ ตากับยายเป็นชาวบ้านวัดคลองรี ชื่อนายเจิม นางอิน บิดามารดาปลูกบ้านเรือนอาศัยอยู่ในบริเวณที่ดินของเศรษฐีปาน เจ้าของสวนจันทร์ซึ่งเป็นนายเงิน

กล่าวกันว่าในวันที่หลวงพ่อทวดถือกำเนิดคลอดออกมานั้น  ได้เกิดแผ่นดินไหว อันเป็นที่อัศจรรย์อย่างยิ่ง บิดาได้นำรกไปฝังไว้ที่ใต้ต้นเลียบ ซึ่งอยู่ใกล้กับสวนจันทร์ของเศรษฐีปาน  ต้นเลียบต้นนั้นก็ได้เจริญงอกงามมาจนถึงปัจจุบัน โคนต้นวัดโดยรอบประมาณ 13 เมตร เห็นจะได้ โคนต้นตบแต่งโล่งเตียน ประดิษฐานพระพุทธรูปไว้หลายองค์ มีกุฏิสงฆ์โดยรอบ ต้นเลียบต้นนี้ชาวบ้านถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ บวงสรวงบูชากันโดยมิได้ขาด ปัจจุบันคือ สำนักสงฆ์บ้านต้นเลียบ

ตอนเด็กชายปูยังเป็นทารกนั้นมีเรื่องราวเป็นปาฏิหาริย์เอาไว้ว่าในช่วงเดือน 4 อันเป็นฤดูเกี่ยวข้าว เศรษฐีปานได้เร่งรัดให้ข้าทาสชายหญิงและลูกหนี้ออกไปเกี่ยวข้าวในนา นางจันพอเลิกอยู่ไฟจึงต้องออกไปเกี่ยวข้าวทันที นางจึงจำเป็นต้องนำลูกน้อยที่พึ่งจะคลอดได้ไม่กี่วันไปปลูกเปลไว้ระหว่างต้นเหม้าใหญ่ ปัจจุบันเรียกว่า“ นาเปล “ ตั้งอยู่ที่บ้านท่าคุระ หมู่ที่ 9 ต.คลองรี อ.สทิงพระ จ.สงขลา ห่างไปทางทิศใต้ของวัดพะโคะ ประมาณ 2 กิโลเมตร อยู่มาวันหนึ่ง  “ นางไปนาและผูกเปลไว้  ณ  ต้นเหม้า  แลงูตระบองลา ขึ้นมาอยู่ ณ บนเปลนั้น แลแม่นั้นขึ้นมาจะกินน้ำ แม่นั้นเห็นงูซึ่งขดพันอยู่ ณ บนลูกอ่อนนั้น ก็ตระหนกตกใจกลัว จึงร้องเรียนวุ่นวายว่า ตาหู เอ้ยๆ ว่าลูกกูตายแล้ว ว่างูตระบองสลาขึ้นพันอยู่บนเปลแล จึงตาหูนั้นก็ให้ขอข้าวตอก  ดอกไม้ให้เอามานมัสการแก่เทพารักษ์ จึงงูนั้นก็เลื้อยไป แลจึงพ่อแม่แลเพื่อนนานั้น  ก็เข้าไปดูกุมาร ณ เปลนั้น ก็ให้แก้วใบหนึ่งจึงพ่อก็เอาไว้สำหรับกุมารนั้นแล้ว “

ดวงแก้วที่พญางูให้ไว้นั้น เป็นตำนานต่อมาว่าเศรษฐีปานเมื่อได้เห็นดวงแก้วมีสีเป็นประกายแวววาวก็เกิดความอยากได้เป็นอย่างมากจึงเฝ้าวิงวอนขอดวงแก้วอันนั้นจากนางจัน โดยยินยอมยกที่นาและข้าวในนาให้เป็นการแลกเปลี่ยน ในตอนแรกนางจันก็ไม่ยินยอมเพราะดวงแก้วนั้นเป็นของบุตรชายตน แต่เศรษฐีปานก็ไม่ละความพยายามเฝ้าวิงวอนอยู่เรื่อยๆ มา และยังเพิ่มทรัพย์สินเงินทองให้กับนางจันอีกมากมาย จนในที่สุดนางรู้สึกเกรงใจเศรษฐีปาน ในฐานะที่เคยเป็นลูกหนี้มาก่อน จึงได้มอบดวงแก้วให้ไป เมื่อนางจันกลับบ้านก็ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้นายหูสามีฟัง นายหูเสียใจมากที่ดวงแก้วของบุตรชายตกไปอยู่กับเศรษฐีปาน  จึงขอร้องให้นางจันไปขอดวงแก้วนั้นกลับคืนมา

ฝ่ายเศรษฐีปานเมื่อได้ดวงแก้ววิเศษไปแล้ว ก็เป็นเหตุใหญ่เกิดความวิบัตินานาประการ ปรากฏว่าทั้งบุตรและภรรยาได้ล้มป่วยลงอย่างกระทันหัน ส่วนเศรษฐีปานเอง เมื่อนอนหลับฝันเห็นเป็นลางร้ายว่าจะต้องตายกันทั้งครอบครัว เศรษฐีปานตกใจกลัวเป็นอันมาก จึงได้นำเอาดวงแก้วพร้อมด้วยทรัพย์สินเงินทองมาทำขวัญให้แก่บุตรชายของนางจัน และขอขมาต่อบุตรชายที่ได้ทำล่วงเกิน ส่วนที่ดิน นาและข้าวในนาที่มอบให้ แล้วก็ไม่เอากลับคืน ได้มอบให้แก่บุตรชายของนางจันด้วย ดังนั้นฐานะความเป็นอยู่ของนายหู นางจัน จึงได้ดีดีขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้เพราะบารมีของบุตรชาย

ปัจจุบันดวงแก้วได้ถูกเก็บรักษาไว้ในพระเจดีย์จำลอง ในกุฏิเจ้าอาวาสวัดพะโคะ มีเรื่องเล่าของดวงแก้ว ซึ่งกล่าวกันไว้ว่า “ เมื่อมีการซ่อมเจดีย์ในสมัยหลวงพ่อทวด ท่านได้นำดวงแก้วนี้บรรจุไว้บนยอดของเจดีย์ ดวงแก้วตกมาอยู่ใกล้ๆ เจดีย์ ภายหลังมีเด็กๆ เข้ามาเล่นสะบ้า ลูกเกยกระเด็นเข้าไปในที่ดวงแก้วตกอยู่ เด็กเห็นเป็นลูกแก้วประหลาด มีสีสันสวยงาม จึงคิดจะนำเอากลับบ้านเพื่อมอบให้กับพ่อแม่ แต่เมื่อถึงประตูวัดก็ไม่สามารถออกไปจากวัดได้ เพราะมีงูใหญ่มาคอยขัดขวางไว้และประตูวัดก็มองไม่เห็นมืดมิดไปหมด เด็กเหล่านั้นจึงได้นำดวงแก้วกลับไปมอบให้สมภาร  ต่อมาดวงแก้วก็ถูกคนนำไปอีก 3 ครั้ง แต่เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่ผู้นำไปทุกครั้ง จนต้องนำกลับคืนมาเก็บไว้ที่วัดพะโคะ ราวๆ พ.ศ. 2471 นายจีน บ้านท่าคุระ เป็นคนเสียสติ ได้ลักดวงแก้วไป ณ บ้านท่าคุระ ขณะที่นายจีนนำดวงแก้วไปนั้น ตามองเห็นว่ามีงูใหญ่ไล่ตามไปนายจีนต้องการให้ดวงแก้วพาเหอะไป แต่เหอะไม่ได้ นายจีนจึงโกรธมาก นำดวงแก้ววางลงแล้วเอาก้อนหินขนาดใหญ่ทุ่มทับลงบนดวงแก้ว ดวงแก้วก็แตก ภายหลังมีผู้ชิงเอาดวงแก้วมามอบไว้กับเจ้าอาวาสวัดพะโคะดังเดิม ส่วนนายจีนจึงอวดดีว่าตนสามารถทุบดวงแก้วแตก ก็ได้ไปจับช้างเถื่อนที่คลองนางเรียม เลยถูกช้างจับแทง ฟัดจนลำตัวแขนขาดเป็นท่อนๆ ต่อมาดวงแก้วที่แตกได้ถูกประสานไว้ด้วยลวดทอง จนถึงปี พ.ศ. 2484 พระอาจารย์แก้ว พุทธมุณี วัดดีหลวงและพระชัย วิชโย วัดพะโคะ จะนำไปให้ช่างหล่อทำใหม่ แต่หลวงพ่อทวดได้เข้ามาประทับทรงบอกว่า ห้ามมิให้ทำหล่อใหม่ คนภายหลังจะไม่มีความเชื่อถือ ดวงแก้วถึงคราวที่จะแตกเหมือนคนเราเป็นของไม่เที่ยง เป็นธรรมดา”   สมัยต่อมาประชาชนได้ทำบุญสมโภชดวงแก้วเป็นประจำทุกวันพฤหัสบดี  ตราบจนทุกวันนี้

เมื่อเด็กชายปูเจริญวัยขึ้น อายุได้ 7 ขวบ บิดาได้นำไปฝากไว้กับสมภารจวง  วัดกุฏิหลวง(วัดดีหลวงในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นลุงของเด็กชายปู เพื่อให้เล่าเรียนหนังสือ เขียน  น  โม  ก  ข  แลขอมไทย  เด็กชายปูมีความเฉลียวฉลาดมาก สามารถเขียนทั้งหนังสือขอมและหนังสือไทยได้อย่างรวดเร็ว ครั้นอายุได้ 15 ปี สมภารจวงเลยบวชสามเณรไห้ พร้อมกันนั้นนายผู้เป็นบิดาก็ได้มอบดวงแก้วไว้เป็นของประจำตัว  หลังจากเรียนหนังสือขอม  หนังสือไทยจบแล้ว  สามเณรปูก็ได้เรียนธรรมบททศชาติมูลบทบรรพกิจจบแล้ว  จึงได้เดินทางไปศึกษาต่อกับพระครูกาเดิม  ณ  วัดเสมาเมืองนครศรีธรรมราช  ซึ่งถือว่าเป็นหัวเมืองสำคัญในสมัยนั้น ครั้นอายุได้ 20  ปีบริบูรณ์  ขุนลกก็นำสามเณรปูไปสู่สำนักพระมหาเถระปิยะทัสสี  แห่งวัดท่าแพ  เพื่อขออุปสมบทบวชเป็นภิกษุ  แต่เนื่องจากเวลานั้นที่วัดท่าแพยังไม่มีพัทธสีมา  ขุนลกได้จัดเรือมาดไม้ตะเคียนลำหนึ่ง เรือมาดไม้พยอมลำหนึ่ง  เรือมาดไม้ยางลำหนึ่ง  เอามาผูกขนานกันที่คลองท่าเรือเพื่อใช้เป็นที่อุปสมบทแก่สามเณรปู  เรียกว่า “อุทกสีมา”  ขุนลกและญาติพี่น้องทั้งหลายได้มาร่วมในพิธีอุปสมบทโดยพร้อมเพรียงกัน ในพิธีอุปสมบทสามเณรปู มีพระมหาปิยะทัสสี เป็นพระอุปัชฌาจารย์ พระมหาพุทธสาคร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระเถระศรีรัตนเป็นพระอนุกรรมวาจาจารย์ เมื่ออุปสมบทแล้ว พระอุปัชฌาจารย์จึงให้นามว่า “สามีราโม” แต่คนทั่วไปเรียกว่า “เจ้าสามีราม” คลองที่ใช้อุปสมบทเรียกว่า คลองท่าแพ มาจนถึงทุกวันนี้

เจ้าสามีรามได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่วัดเสมาเมืองและวัดท่าแพ เมื่อเห็นเพียงพอแก่การศึกษาที่เมืองนครศรีธรรมราชแล้วจึงตั้งใจที่จะไปศึกษาต่อที่กรุงศรีอยุธยา พอดีทราบว่ามีเรือสำเภาของนายสำเภาอิน พ่อค้าขายข้าวเมืองสทิงพระ จะไปขายข้าวยังกรุงศรีอยุธยาและมาแวะที่เมืองนครศรีธรรมราชด้วย จึงขอโดยสารเรือสำเภาลำนั้นไปกรุงศรีอยุธยา ซึ่งนายสำเภาอินก็อนุโมทนารับนิมนต์ไปกับสำเภาลำนั้น

เมื่อถึงวันเดินทางเจ้าสามีรามก็อำลาชีต้นผู้เป็นอาจารย์และโยมทั้งหลายไปกับเรือของนายสำเภาอิน ครั้นเรือสำเภาแล่นเข้าเขตหน้าเมืองชุมพร ได้เกิดคลื่นลมแรง “ เรือนั้นก็ต้องพายุ แลครั้นพายุสงบใหญ่เจ็ดวันเจ็ดคืน จึงเจ้าสำเภาก็ขึ้งโกรธว่า เอาตาชีนี้มาเรือเราต้องพายุ แลครั้นพายุสงบแล้ว จึงเจ้าสามีก็ลงไปในเรือสัดจาง (เรือมาด) จึงเอาเท้าข้างซ้าย ซึ่งเป็นทู่นั้นแช่ลง ณ น้ำ ๆ นั้นก็จืด แลจึงเจ้าสามีก็อาบน้ำนั้นจึงเจ้าสำเภาถามว่า ลงอาบน้ำเค็มหรือจืด จึงบาทเจ้าคือจืด แลบาทเจ้าก็เอากระบวยตักน้ำมายื่นให้แก่เจ้าสำเภา จึงเจ้าสำเภาก็รับเอามาชิมดู น้ำนั้นก็จืด  แลเจ้าสำเภาก็ให้ลูกเรือนั้นตักใส่โอ่งฉางอ่างตุ่มแล้วจึงเจ้าสำเภาก็ยินดีเอามาเป็นชีต้น “อภินิหารที่ท่านสามีรามเหยียบน้ำทะเลจืดเลยกลายเป็นที่โจษขานมาจนถึงทุกวันนี้ และนี้คือที่มาของปฐมแห่งตำนานของสมยานาม “เทพเจ้าผู้เหยียบน้ำทะเลจืด“ หรือ “หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด“ หลังจากนั้นเรือสำเภาก็แล่นเร็วเกินความคาดหมายมุ่งตรงสู่กรุงศรีอยุธยา

เมื่อเรือสำเภามาถึงกรุงศรีอยุธยาแล้ว นายสำเภาสินก็ได้นิมนต์เจ้าสามีรามไปพำนักอยู่ที่วัดราชานุวาสหรือวัดแค สาภารวัดแคได้ให้ความอนุเคราะห์เป็นอย่างดี นายสำเภาอินได้ปฏิบัติตนเป็นโยมอุปัฏฐาก อีกทั้งนั้นได้มอบหมายทาสคนหนึ่งชื่อว่า นายจัน ได้คอยปรนนิบัติรับใช้อีกด้วย ต่อมาเจ้าสามีรามได้ไปศึกษาธรรมะที่วัดลุมพลีนาวาสเพื่อเรียนพระอภิธรรม จนเล่าเรียนแตกฉาน เมื่อนายสำเภาอินกลับมาหนหลัง ได้นิมนต์เจ้าสามีรามไปพำนักอยู่ที่วัดของสมเด็จพระสังฆราชและได้ศึกษาธรรมะและภาษาบาลี ณ สำนักนั้นจนมีความรู้แตกฉานเชี่ยวชาญ จึงขอลาสมเด็จพระสังฆราชไปจำพรรษาที่วัดราชานุวาสหรือวัดแค ซึ่งอยู่นอกกำแพงเมืองเขตพระราชวังและสงบดี เพื่อศึกษาทางวิปัสสนาตามเดิม

ประมาณปี พ.ศ.2149 พระเจ้าอัฐคามินี กษัตริย์ประเทศลังกา ได้ส่งพราหมณ์ราชทูต 7 คน พร้อมทั้งเครื่องบรรณาการ 7 สำเภาใหญ่มาท้าพนันตอบปริศนาธรรม แปลและเรียบเรียงอักขระภาษาบาลี โดยนำเอาพระอภิธรรมทั้ง 7 คัมภีร์ มาจารึกลงในแผ่นทองคำ ขนาดเท่าใบมะขาม อักขระแต่ละคำแยกเป็นแผ่นๆ 84,000 แผ่นได้ 7 แม่ขันทองแล้วให้แปลให้ถูกต้อง ภายใน  7 วัน หากกรุงศรีอยุธยาสามารถแปลได้ก็จะถวายเครื่องบรรณาการทั้ง 7 สำเภา หากแพ้พนันก็จะถูกริบเมือง ส่งเครื่องราชบรรณาการ ตกเป็นเมืองขึ้นของลังกา

สมเด็จพระเอกทศรถ ทรงมีขัตติยมานะ เพราะทรงเชื่อแน่ว่ากรุงศรีอยุธยาย่อมไม่สิ้นคนดี จึงยอมรับคำท้าพนันกับกษัตริย์กรุงลังกาจึงให้มีพระบรมราชโองการให้ป่าวร้องแก่ภิกษุทั้งหลาย มีหนังสือบอกไปยังวัดวาอารามต่างๆ ทั้งในพระนครหลวงและต่างเมือง เพื่อให้จัดหาภิกษุที่เป็นนักปราชญ์มากอบกู้บ้านเมือง ครั้งนั้นมีภิกษุสงฆ์แสดงความจำนงเข้ามาแปลคัมภีร์เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อถึงเวลาแปลจริงๆ ก็ยังไม่มีภิกษุองค์ใดทำการแปลได้สำเร็จ จนเวลาล่วงเลยไปถึง 6 วัน ยังเหลือเวลาอีก 1 วัน ก็จะครบตามสัญญา ซึ่งเป็นวันชี้ชะตากรรมของประเทศสยามว่าจะต้องอยู่ในสภาพเช่นไร

ในราตรีนั้นเอง สมเด็จพระเอกาทศรถได้ทรงสุบินนิมิตว่า “มีพญาช้างเผือกเชือกหนึ่งวิ่งมาจากทิศใต้ เข้าสู่พระบรมมหาราชวัง ส่งเสียงร้องกึกก้องทั่วไปทั้ง 10 ทิศ พระองค์ตกพระทัยเป็นอันมาก” ทรงตื่นจากพระบรรทมและดำริว่า คราวนี้ประเทศสยามอาจจะตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศลังกาก็ได้ เพื่อความกระจ่าง พระองค์โปรดให้โหราธิบดีเข้ามาคำนวณบ้านเมือง พระโหราธิบดีคำนวณฤกษ์ยามแล้ว กราบบังคมทูลให้ทรงทราบว่า ชะตาราศีบ้านเมืองจะรุ่งเรืองขึ้นกว่าเดิม พระเกียรติยศของพระองค์จะลือกระฉ่อนไปทั่วทุกสารทิศ ทั้งนี้เพราะมีบัณฑิตในเพศบรรพชิตมาจากทิศใต้เป็นผู้ช่วยเหลือในการแปลธรรมะครั้งนี้ เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถได้สดับดังนั้นก็โสมนัสเป็นอย่างยิ่ง มีรับสั่งให้ค้นหาบัณฑิตผู้นั้นแต่โดยเร็ว

ฝ่ายขุนศรีธนญชัย ข้าราชการผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้ประกาศและสืบหาพระภิกษุที่เป็นนักปราชญ์ทั้งที่เป็นชาวกรุงและชาวต่างเมือง ก็ได้พบกับเจ้าสามีรามที่วัดราชานุวาส ได้สนทนาปราศรัยไต่ถามแล้ว เห็นว่าเจ้าสามีรามเป็นพระมาจากทิศใต้และมีลักษณะทุกอย่างเป็นนักปราชญ์ ก็นิมนต์เข้าสู่พระราชฐาน ณ ท้องพระโรง นายจันได้ตักน้ำมาล้างเท้าให้เจ้าสามีราม เจ้าสามีรามจึงย่างเท้าขึ้นไปเหยียบบนแผ่นดิน ทำให้แผ่นศิลานั้นแยกออกด้วยอำนาจอภินิหาร เป็นที่อัศจรรย์แก่ผู้พบเห็นเป็นยิ่งนัก เมื่อเข้าไปยังท้องพระโรงก็ได้คลานไปกราบภิกษุสงฆ์ที่เป็นอาจารย์และผู้อาวุโสพราหมณ์ราชทูตทั้ง 7 เห็นดังนั้นก็กล่าวเย้ยหยันขึ้นท่ามกลางที่ประชุมว่า “กษัตริย์สยามพาเด็กสอนคลานเข้ามาแก้ปริศนา” ซึ่งเจ้ามามีรามได้ให้กรรมการจดบันทึกคำพูดนั้นไว้ พร้อมกับถามพราหมณ์ราชทูตว่า “กุมารที่ออกจากครรภ์มารดากี่วัน กี่เดือนจึงจะรู้คว่ำ กี่วัน กี่เดือนจึงจะรู้นั่ง กี่วัน กี่เดือน จึงจะคลาน ท่านทราบหรือไม่” พราหมณ์ทั้ง 7 ต่างก็นั่งอึ้งตอบไม่ได้ เลยแกล้งทำเฉยเสีย หลังจากนั้นเจ้าสามีรามก็ตรงไปยังเตียงทองซึ่งจัดไว้เป็นที่รองรับอักขระธรรมนั้น เจ้าสามีรามทำวัตรปฏิวัติแก่พระอภิธรรม แล้วเอาอักขระแต่ละขันออกมาเรียงกัน ขันละแถว จึงทราบว่ายังขาดอักขระอยู่ขันละ 1 ตัว อักขระที่ขาดนั้นก็คือ สัง วิ ทา ปุ กะ ญะ ปะ ซึ่งเรียนว่าพระคาถาบาลี 7 ตำนานนั่นเอง พราหมณ์ทั้ง 7 จึงเอาอักขระที่เก็บซ่อนไว้ในมวยผมทั้งหมดส่งให้แก่เจ้าสามีราม เจ้าสามีรามจึงแปลคัมภีร์ได้ถูกต้องทุกประการ พราหมณ์ราชทูตทั้ง 7 จึงยอมแพ้ก้มลงกราบเจ้าสามีรามด้วยความเคารพเลื่อมใสยิ่ง

ฝ่ายคณะกรรมการของธรรมสภา เมื่อเห็นชัยชนะเช่นนั้นก็โห่ร้องแสดงความยินดี ดังกึกก้องไปทั่วท้องพระลานหลวง และได้มีการตีกลองสัญญาณประโคมสังคีตดนตรีกันอย่างครื้นเครง พราหมณ์ราชทูตทั้ง 7 ได้นำเครื่องราชบรรณาการเหล่านั้นมาถวายแก่เจ้าสามีราม แต่เจ้าสามีรามไม่ยอมรับเครื่องราชบรรณาการและได้ถวายคืนแก่สมเด็จพระเอกาทศรถ การแก้ปริศนาธรรมในครั้งนี้มิใช่เพื่อเป็นการลองภูมิอย่างธรรมดา แต่เป็นการพนันเมือง เมื่อพระสามีรามทำได้สำเร็จ จึงถือเป็นความชอบอันยิ่งใหญ่สมเด็จพระเอกาทศรถ จึงพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระราชมุนีสามีรามคุณูปรมาจารย์” และโปรดให้สร้างกุฏิขึ้น 1 หลัง ถวายแก่พระราชมุณีพร้อมเมืองอีกกึ่งหนึ่งให้ปกครอง พระราชมุนีพำนักอยู่ที่กุฏิหลังนั้น 3 วัน ก็ถวายกุฏิและเมืองคืนแก่สมเด็จพระเอากาทศรถ พร้อมทั้งถวายพระพรลาไปพำนักอยู่ที่วัดราชานุวาส หรือวัดแค ซึ่งเป็นสถานที่สงบดังเดิม

ต่อจากนั้นกรุงศรีอยุธยาได้เกิดโรคห่าระบาดไปทั่วเมือง พระราชมุนีได้ช่วยไว้อีกครั้งหนึ่ง โดยรำลึกถึงอำนาจของดวงแก้ว แล้วทำน้ำพระพุทธมนต์ให้กรรมการเมืองนำไปประพรมทั่วพระนคร โรคห่าก็หายขาด ด้วยอำนาจอภินิหารคุณความดีและคุณธรรมอันสูงส่ง ทำให้สมเด็จพระเอกาทศรถทรงเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช มีพระนามว่า “สมเด็จพระสังฆราชคูรูปาจารย์”

สมเด็จเจ้าโปรดการธุดงค์เป็นอย่างยิ่ง ต่อมาไม่นานก็ได้ทูลลาสมเด็จพระสังฆราชาธิบดี เพื่อจาริกรุกขมูลธุดงค์กลับยังภาคใต้ซึ่งเป็นปิตุภูมิมาตุภูมิ สมเด็จพระสังฆราชาธิบดีก็อนุญาต ครั้นไปอำลาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอาลัย แต่ไม่กล้าทัดทาน เพียงแต่ตรัสว่า “สมเด็จเจ้า อย่าละทิ้งโยม” สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จมาส่งสมเด็จเจ้าจนสิ้นเขตพระนครกรุงศรีอยุธยา

สมเด็จเจ้าได้จาริกรุกขมูลลงไปทางภาคใต้ บางแห่งต้องข้ามน้ำลำคลอง บางแห่งต้องเดินป่า มีเรื่องเล่าว่า ขณะเดินทางมาได้ 3 เดือน จะข้ามแม่น้ำแห่งหนึ่ง ไม่มีเรือแพจะข้าม สมเด็จเจ้าจึงปาฏิหาริย์มาบนพื้นน้ำ ครั้งเดินป่าสมเด็จเจ้าก็ฉันผลไม้ในป่า ครั้นถึงบ้านคน สมเด็จเจ้าก็เข้าไปบิณฑบาตและเที่ยวเทศนาสั่งสอนผู้คน ที่ไหนมีผู้เจ็บไข้ได้ป่วย สมเด็จเจ้าก็ทำน้ำมนต์รักษาให้ และเสกด้ายมงคลผูกข้อมือให้เด็กๆ ตลอดทางในการเดินทางกลับ เมื่อสมเด็จเจ้าได้ผ่านบ้านใดเมืองใดที่เคยมีผู้มีบุญมีคุณแก่สมเด็จเจ้า สมเด็จเจ้าก็จะแวะเยี่ยมเยียนทุกแห่งด้วยความกตัญญู จนเดินทางมาถึงสทิงพระ สมเด็จเจ้าได้แวะเข้าไปนมัสการสมเด็จพระชินเสนผู้เป็นอาจารย์ ซึงอยู่ที่วัดศรีกูญัง(วัดศรีหยัง) เมื่อพักอยู่หลายเพลาควรแก่การแล้ว จึงอำลาเดินทางมายังวัดกุฏีหลวง(วัดดีหลวง) ได้เข้าไปนมัสการท่านอาจารย์จวง อันเป็นปฐมครู ในกาลครั้งนั้นชาวบ้านที่เป็นญาติสนิทมิตรสหาย ต่างมีความปิติยินดีเป็นล้นพ้น เพราะสมเด็จเจ้าเป็นเสมือนประทีปดวงเด่นมาตั่งแต่เยาว์วัย ยิ่งมีบุญบารมีถึงขั้นสมเด็จเจ้าด้วยแล้วทุกคนทุกคนต่างก็มีความยินดี เมื่อทราบข่าวก็ชวนกันมาเฝ้าชมบารมีกันอย่างเนืองแน่นเรื่อยมา จนกระทั่งได้มีการจัดงานสมโภชสมเด็จเจ้าขึ้นและปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงทุกวัน (ตรงกับวันที่ 27 เมษายนของทุกปี)

สมเด็จเจ้าได้ปรึกษาตกลงกับพระอาจารย์จวงแล้วคิดอ่านพร้อมด้วยพระครูศัทธรรมรังสี พุทธบวรมาจารย์ จะบูรณะวัดพะโคะ ทั้งนี้เพราะวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานพระครูสัทธรรมรังษี พุทธบวรมาจารย์ จะบูรณะวัดพะโคะ ทั้งนี้เพราะวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานพระมาลิกเจดีย์และรอยพระพุทธบาท ภายหลังรอยพระพุทธบาทนี้ เชื่อกันว่าเป็นรอยบาทของสมเด็จเจ้า ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของผู้คน แต่สภาพชำรุดทรุดโทรมเนื่องจากถูกข้าศึกทำลายและถูกโจรกรรมขุดหาสมบัติ อาศัยที่ท่านได้ทำประโยชน์แก่บ้านเมืองไว้ก่อน สมเด็จเจ้าจึงจาริกเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาเพื่อเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชาธิบดีและสมเด็จพระเอกาทศรถพระเจ้าอยู่หัว หลังจากทรงถามข่าวสารสุขทุกข์กันแล้วสมเด็จเจ้าจึงได้ปรึกษาการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพะโคะ สมเด็จพระเอกาทศรถก็ทรงโสมมนัสยินดีและอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง จึงโปรดให้พระคลัง จัดการเบิกสิ่งของต่างๆและเงินตราศิลาแลง ตลอดจนหานายช่างผู้ชำนาญ รวมเบ็ดเสร็จจำนวน 500 คน พร้อมทั้งเสบียงอาหารและสำเภาด้วย พอได้ฤกษ์ เรือสำเภาก็แล่นใบออกจากกรุงศรีอยุธยา ลุ 15 วัน ถึงนครศรีธรรมราช ต่อจากนั้นอีก 3 วัน ก็ถึงบ้านชุมพล บรรดาชาวบ้านก็แตกตื่นชวนกันมารับสมเด็จเจ้าที่ริมทะเล เมื่อประชาชนช่วยกันขนอุปกรณ์การก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว ก็ลงมือก่อสร้าง ใช้เวลาก่อสร้างบูรณปฏิสังขรณ์มาตั้งแต่ พ.ศ.2151 ถึง พ.ศ.2154 รวมเป็นเวลา 3 ปี ก็สำเร็จเรียบร้อย สำหรับยอดพระมาลิกเจดีย์ หล่อด้วยเบญจโลหะ ยาว 3 วา 3 คืบ เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเรียกกันว่า “สุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ”

ในขณะที่สมเด็จเจ้าจำพรรษาอยู่ที่วัดพะโคะสมเด็จเจ้าได้วางรากฐานความเจริญให้แก่วัด จนวัดพะโคะกลายเป็นศูนย์กลางของวัดอื่นๆ ในเขตเมืองพัทลุงฝ่ายตะวันออกในสมัยต่อมา(คือบริเวณแหลมสทิงพระในปัจจุบัน) ส่วนอภินิหารในช่วงนี้ เล่าสืบต่อกันมาว่า “วันหนึ่งสมเด็จเจ้าถือไม้เท้าคดเดินเล่นที่ริมทะเล โจรสลัดจีนแล่นเรือเลียบฝั่งเข้ามาพอดี พวกโจรสลัดเห็นสมเด็จเจ้าเดินอยู่มีลักษณะแปลกกว่าคนทั้งหลาย จึงใคร่คิดจะลองดี ได้จับท่านใส่เรือแล่นไป ชั่วครู่ก็เกิดอัศจรรย์ทั่งๆ ที่คลื่นลมสงบ แต่เรือแล่นไปไม่ได้ ออกแล่นก็วนเวียนอยู่ที่เดิม หลายวันเข้าน้ำจืดที่มีอยู่ก็หมดลง ท่านนึกสงสารจึงแหย่เท้าซ้ายลงในน้ำทะเล แล้ววักน้ำขึ้นล้างหน้าและดื่มกิน พวกโจรเห็นจึงลองดูบ้าง เห็นเป็นน้ำจืดจึงช่วยกันตักเอาไว้ แล้วกราบขอขมาโทษ นำท่านส่งขึ้นฝั่ง ขณะที่เดินทางมาท่านได้หยุดพักเหนื่อย เอาไม้เท้าพิงไว้กับค้นทางเล็กๆ ซึ่งขึ้นเคียงคู่กัน 2 ต้น ต่อมาต้นยางนั้นเติบโตขึ้นก็คดเยี่ยงไม้เท้าของท่านสมเด็จ ชาวบ้านเลยพากันเรียกต้นยางนั้นว่า “ยางไม้เท้า” กันตลอดมาจนถึงทุกวันนี้(อยู่ทางทิศตะวันนออกของวัดพะโคะ ประมาณ 1 ก.ม. ใกล้กับสี่แยกบ้านชุมพล ปากทางเข้าวัดพะโคะ มีลักษณะลำต้นเป็นปุ่มๆ ทั่วทั้งต้น ผิดกับต้นยางต้นอื่นๆ โดยทั่วไป ปัจจุบันล้มลงเสียแล้ว คงเหลือแต่ตอขนาดใหญ่อยู่ใกล้ต้นโพธิ์)

ครั้งสุดท้ายมีสามเณรรอดผู้เคร่งในธรรม ออกสืบหาพระโพธิสัตว์ พระอินทร์เนรมิตเป็นคนแก่ นำดอกไม้มาถวายแก่สามเณร 1 ดอก พร้อมกับบอกว่าภิกษุใดบอกชื่อดอกไม้ดอกนี้ได้ ภิกษุนั้นคือพระโพธิสัตว์ จนกระทั่งวันจันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 สามเณรได้เดินทางไปถึงวัดพะโคะ สามเณรก็เข้าไปกราบไหว้สมเด็จเจ้า สมเด็จเจ้าได้ถามสามเณรว่า “สามเณรได้ดอกมณฑาสวรรค์มาจากไหน” สามเณรก็เกิดปิติยินดีเป็นยิ่งนัก ก้มลงกราบด้วยความศรัทธาเลื่อมใส และเล่าเรื่องต่างๆ ให้ทราบ สมเด็จเจ้าจึงให้สามเณรคอยอยู่ในกุฏิ เมื่อสมเด็จเจ้าทำสังฆกิจเรียบร้อยแล้ว สมเด็จเจ้าได้ชวนสามเณรเข้าไปในห้อง และทำการเข้าฌานแล้ว โละหายไปพร้อมกับสามเณรในคืนนั้น เมื่อสมเด็จเจ้าโละไป มีผู้เห็นเป็นดวงไฟ 2 ดวง ใหญ่ดวงหนึ่ง เล็กดวงหนึ่ง ลอยวนเป็นทักษิณานุวัติรอบวัดพะโคะ 3 รอบ แล้วล่องลอยไปทางทิศใต้ รุ่งเช้าก็ไม่มีใครได้พบเห็นสมเด็จเจ้าอีกเลย ครั้งนั้นประมาณอายุของสมเด็จเจ้าได้ 40 พรรษา

การโละไปของสมเด็จเจ้า เข้าใจว่าจะไปอินเดียและลังกา เพราะผู้คนเรียกท่านว่า “ท่านลังกา” อีกนามหนึ่ง ยิ่งทางเมืองไทรบุรี ประเทศมาเลเซีย เดี๋ยวนี้เรียก “ท่านลังกา” หรือไม่ก็ “ท่านเหยียบน้ำทะเลจืด” ทั้งสิ้น ไม่มีใครรู้จักท่านพะโคะ

ตามประวัติเมืองไทรบุรีเล่าว่า สมเด็จเจ้าให้สร้างวัดไว้ในไทรบุรีวัดหนึ่งชื่อ “วัดโกระไหน” ในขณะเดียวกันท่านก็รับเป็นเจ้าอาวาสวัดช้างให้(จ.ปัตตานี) อีกวัดหนึ่ง ตามที่เจ้าเมืองไทรบุรีได้นิมนต์ จากการที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสถึงสองวัดเช่นนี้ ทำให้ต้องเดินทางแบบธุดงค์ไปมาระหว่างวัดทั้งสองอยู่เสมอ “ขณะที่ท่านเดินทางนั้น สถานที่ใดเหมาะก็พักแรมหาความวิเวก เพื่อทำสมาธิภาวนา ใช้เวลาพักนานๆ เช่น ภูเขาถ้ำหลอด อ.สะบ้าย้อย ก็ปรากฏว่ามีสิ่งที่เชื่อถือได้ว่าท่านเป็นผู้ทำไว้ นอกนั้นก็ยังปรากฏอยู่บนเพิงหินบนภูเขาตังเกียบ เทือกภูเขาน้ำตกทรายขาว ทางทิศตะวันออกของลำธารน้ำตก มีพระพุทธรูปแกะด้วยไม้ตำเสา แบบพระยืนสององค์ ชาวบ้านตำบลทรายขาว เรียกพระพุทธรูปนี้ว่า “หลวงพ่อตังเกียบเหยียบน้ำทะเลจืด” คาดคะเนกันว่าพระพุทธรูปทั้งสององค์ ท่านลังกาหรือหลวงพ่อทวดเป็นผู้สร้างในสมัยที่เดินทางและพักอาศัยอยู่”

สมเด็จเจ้ามรณภาพที่วัดโกระไหน ศพถูกนำไปประชุมเพลิงที่วัดช้างให้ตามที่ท่านได้สั่งไว้ การนำศพกลับต้องหยุดพักตามรายทาง พัก ณ ที่ใด ก็ปักไม้แก่นหมายไว้ทุกแห่ง แม้แต่น้ำเหลืองหยด ณ ที่ใด ก็ให้ปักหมายไว้เช่นเดียวกัน หรือไม่ก็ให้พูนดินให้สูงขึ้น ผู้คนจะได้กราบไหว้บูชาเพื่อระลึกถึงท่าน ถือเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่า “สถูปท่านลังกา” เส้นทางที่หยุดพักนั้น ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านที่บอกแก่พระครูธรรมกิจโกศล(นอง ธมฺมภูโต) และอาจารย์ทิม ธมฺมธโร เจ้าอาวาสวัดช้างให้องค์ก่อน เมื่อคราวออกจาริกธุดงค์สืบประวัติสมเด็จเจ้าในประเทศมาเลเซีย เมื่อประมาณปี พ.ศ.2510 บอกว่าเส้นทางที่หยุดพักศพมี 10 แห่ง รวมต้นทางและปลายทางเป็น 12 แห่ง ดังนี้ วัดโกระไหน บาลิง ดังไกว คลองช้าง ดังแปร ลำปรำ ปลักคล้า คลองสาย ไทรบูดอ ควนเจดีย์(อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา) และวัดช้างให้

หลังจากสิ้นสมเด็จเจ้า วัดช้างให้ได้ทรุดโทรมลง จนกลายมาเป็นวัดร้างร่วม 300 ปี แต่ที่ประชุมเพลิงและบรรจุอัฐิของท่านยังปรากฏอยู่สืบมา ชาวบ้านเรียกกันว่า “เขื่อนหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” มีไม้แก่นปักเป็นหลักอยู่บนเนินสูงเป็นเครื่องหมาย ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ต่อมาอาจารย์ทิม ธมฺมธโร ได้ขุดสถูปนั้นเพื่อสร้างขึ้นใหม่ ได้พบผ้าห่ออัฐิอยู่ในหม้อทองเหลือง สภาพหม้อและอัฐิผุเปื่อย ท่านจึงไม่กล้าจับต้องเพราะเกรงเกรงจะผิดไปจากสภาพเดิม จึงได้สร้างสถูปสวมครอบสถูปเดิมไว้

This entry was posted in บุคคลสำคัญในท้องถิ่น ส 31203. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s