คุณพ่อซ้อน สุวรรณคีรี

กำเนิด

พ่อซ้อน  สุวรรณคีรี เกิดในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อวันศุกร์ เดือน 10 ปีมะเส็ง ตรงกับปีพุทธศักราช 2436 ณ บ้านโตนดรอบ ตำบลคูขุด อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา

เป็นบุตรหมื่นสุวรรณคีรีรักษ์ (บุญสุก) กับย่าทองชุ่บ

หมื่นสุวรรณคีรีรักษ์ มีตำแหน่งเป็น “นายบ้าน” บ้านโตนดรอบและเป็นญาติสนิทของพระยาวิเชียรคีรี (ชม) เจ้าเมืองคนสุดท้ายของสงขลา พ่อซ้อน  สุวรรณคีรี มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 4 คน คือ

  1. นางม่อง     สุวรรณคีรี
  2. พ่อซ้อน      สุวรรณ
  3. นางคล้าย   รัตนสำเนียง (สุวรรณคีรี)
  4. นางทรัพย์   สุวรรณคีรี

มีพี่น้องร่วมบิดาแต่ต่างมารดา 1 คน คือ

นายสัก      สุวรรณคีรี

ทุกท่านที่เอ่ยถึงนี้  ได้เสียชีวิตหมดแล้ว โดยมีพ่อซ้อน  สุวรรณคีรี เป็นคนสุดท้าย

บรรพชาอุปสมบท

เมื่ออายุ 18 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรกับท่านพระครูวิจารณ์ศีลคุณ (ชู) เจ้าคณะอำเภอสทิงพระ ณ วัดจะทิ้งพระ

ท่านพระครูวิจารณ์ศีลคุณ (ชู) เป็นปูชนียบุคคลของชาวจังหวัดสงขลา

ประชาชนส่วนใหญ่มักเรียกท่านด้วยความเคารพยกย่องว่า “พ่อท่านเฒ่า”

พ่อซ้อน  สุวรรณคีรี เล่าว่า “พ่อท่านเฒ่า” นั้นมีความสำคัญกับกับท้องถิ่นแถบนี้ รองๆ ลงมาจาก “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” นั่นเทียว

ท่านเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนบ้านจะทิ้งพระ (วิจารณ์ศีลคุณ) ซึ่งเป็นโรงเรียนประชาบาลแห่งแรกของลุ่มทะเลสาบสงขลา

เป็นผู้ตั้งวงดนตรีไทยวงแรกขึ้นในท้องถิ่นแถบนี้

เป็นผู้สงวนบริเวณสทิงปุระพาราณสีเอาไว้เป็นสาธารณสมบัติ

เป็นผู้สร้างวิหารพระพุทธศรีไสยาสน์และหอระฆังวัดจะทิ้งพระ อันเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามยิ่ง

เป็นผู้สร้างและบูรณะโบสถ์วิหารมากมายหลายสิบแห่งรอบทะเลสาบสงขลาและเป็นผู้ประพันธ์วรรณกรรมขับบท “ภาษิตลุงสอนหลาน” อันอมตะ

พ่อซ้อน  สุวรรณคีรี  บรรพชาเป็นสามเณรศึกษาหนังสือไทยและหนังสือขอม ณ สำนักวัดจะทิ้งพระอยู่         2 ปี ก้ได้รับการสวดญัตติจตุตถกรรมยกขึ้นสุ่ภิกขุภาวะ เมื่ออายุได้ 20 ปีบริบูรณ์ ได้รับนามฉายาว่า “สุสํวโร” โดยมีท่านพระครูวิจารณ์ศีลคุณ (ชู)เป็นพระอุปัชฌายาจารย์

ในสมณเพศ

ขณะครองสมณเพศ ได้รับตำแหน่งจากทางคณะสงฆ์เป็น “จางวาง” เทียบเท่ากับตำแหน่งปลัดอำเภอฝ่ายปกครองของทางอาณาจักร ท่านได้ปฏิบัติศาสนกิจเป็นประโยชน์กับพระพุทธจักรเป็นเอนกประการ ที่สำคัญคือได้ปกครองและชำระอธิกรณ์พระสงฆ์  ทำให้พระบวรพุทธศาสนาในท้องถิ่นแถบนี้สะอาดหมดจด

ได้จัดตั้งสำนักเรียนพระปริยัติธรรมวัดจะทิ้งพระขึ้น

ได้จัดสร้างพระอุโบสถ์วัดคลองรีจนสำเร็จ

ได้จัดทอดกฐินใหญ่วัดดอนคัน ซึ่งเป็นงานทอดกฐินที่ใหญ่โตที่สุดเป็นประวัติการณ์ของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

ได้จัดสร้าง “กุฏิใหญ่” 2 ชั้น 18 ห้อง อันวิจิตสวยงามไว้ ณ วัดจะทิ้งพระ ซึ่งได้เป็นแบบฉบับของเสนาสนะสงฆ์ในท้องถิ่นแถบนี้มาจนตราบเท่าทุกวันนี้

ปัจจุบันกุฏิหลังนี้ได้รับการขนานนามให้เป็นเกียรติกับผู้สร้างว่า “สุสํวโรภิกขุกุฏิ” ครั้นเมื่อท่านพระครูวิจารณ์สีลคุณ (ชู) มรณภาพลงในแผ่นดินของพระมงกุฎเกล้า พ่อซ้อน สุวรรณคีรี ได้รับเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์จากพระสงฆ์ทั้งลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาให้เป็นประธานจัดงานศพ ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุเพียง 30 ปี พรรษา 10 เท่านั้นเอง แต่ท่านก็สามารถจัดงานศพสนองพระเดชพระคุณให้กับอุปชฌาย์ได้อย่างสมเกียรติ โดยได้จัดสร้างเมรุประดิษฐานศพที่สูงเสียดฟ้าและใหญ่โตมโหฬาร ขึ้นตรงหน้าพระเจดีย์ศรีมหาธาตุ วัดจะทิ้งพระ

พระราชนันทมุนี (ปัญญานันทภิกขุ) เล่าว่า ความสูงของเมรุนั้น ถ้าขึ้นไปนั่งบนขื่อของเมรุก็สามารถจะมองเห็นทะเลสาบได้ชัด เห็นบ้านคูขุด บ้านแหลมวัง ตลอดไปจนถึงศรีไชยได้อย่างชัดเจน เรียกว่าสูงพอๆกับความสูงของภูเขาลูกหนึ่งทีเดียว สำหรับประชาชนทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตที่งานร่วมในงานศพครั้งนั้น กล่าวกันว่ามีจำนวนมากมายราวฝูงมดฝูงปลวกก็ไม่ปาน  และแม้ว่าพ่อซ้อน สุวรรณคีรี จะลาสิกขาบทออกมาแล้วก็ตาม แต่ศิษย์ทุกคนก็ยังเคารพนับถือท่านเสมือนเป็นพ่อแม่คนที่ 2 ของตนทุกคน

ครองเรือน

พ่อซ้อน สุวรรณคีรี  ครองสมณเพศอยู่ 13 พรรษา ก็ลาสิกขาบท เมื่ออายุได้ 33 ปี หลังจากลาสิกขาไม่นาน ท่านได้เข้าสู่พิธีมงคลสมรสกับแม่แมว หรือลูกแมว บุตรสาวคนสุดท้องในสกุลคฤหบดีชาวสทิงพระ ซึ่งมีอายุน้อยกว่าท่าน 12 ปี

มีธิดาด้วยกันกับแม่แมว  2  คน  คือ

  1. นางสุวรรณา  สุวรรณคีรี
  2. นางประเดียร  หอมหวาน

หลังจากอยู่กินกันมาได้ประมาณ 5 ปี แม่แมวก็เสียชีวิต พ่อซ้อน สุวรรณคีรี ได้แต่งงานใหม่อีกครั้งหนึ่งกับแม่รื่น ศุภปทุม ช่างทอหูกผู้มีชื่อเสียงแห่งบ้านคลองหนังนุ้ย ตำบลคลองรี อำเภอสทิงพระ  และได้อยู่กินกับแม่รื่นมาจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตซึ่งมีบุตรและธิดาด้วยกันกับแม่รื่น 7 คน  คือ

  1. นายภิญโญ  สุวรรณคีรี
  2. นายอำนวย  สุวรรณคีรี
  3. นางปทุม  นาคแจ้ง
  4. นายไตรรงค์  สุวรรณคีรี
  5. ร.อ.มะลิวัลย์  ทิวสมบุญ
  6. นายธงไทย  สุวรรณคีรี
  7. นางดวงแข  โต๊ะศิลา

พ่อซ้อน สุวรรณคีรี  ได้ใช้ศิลปะการปกครองและหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาอบรมบ่มนิสัยลูกๆ ทำนองเดียวกับการปกครองศิษย์ และที่สำคัญคือท่านได้ให้การศึกษากับลูกๆ อย่างสุดความสามารถ แม้ว่าท่านจะเป็นเพียงกำนันบ้านนอก ที่มีรายได้หลักจากการทำนา ปลูกแตงโมและทอเสื่อขายเท่านั้นก็ตาม

ในสมัยที่ลูกๆ กำลังเรียนหนังสือซึ่งจะต้องขอเงินทางบ้านอยู่อย่างหนักหน่วงนั้น ถ้ามีการพูดถึงเรื่องการเรียนของลูกๆ และรายได้ที่ไม่สมดุลกันของครอบครัว พ่อซ้อน สุวรรณคีรี มีคำพูดที่สามารถสรุปบุคลิกภาพและความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวของท่านอยู่ประโยคหนึ่งว่า  “พ่อยินดีจะถือกระเบื้องขอทาน” และนี่ก็ได้กลายเป็นนโยบายของครอบครัว “สุวรรณคีรี” ที่ทำให้ลูกๆ  ของท่านทุกคนได้มีโอกาสเติบโตขึ้นมาเป็นทรัพยากรคนที่มีคุณภาพของชาติจวบจนกระทั่งทุกวันนี้

ลูก

การปกครองลูกของพ่อซ้อน สุวรรณคีรี นั้น แตกต่างไปจากการปกครองศิษย์ของท่านอยู่บ้างก็ตรงที่ว่าท่านได้ตั้งตัวของท่านเองเป็นศาลฏีกาของครอบครัว ให้แม่เป็นศาลอุทธรณ์ เรื่องราวต่าง ๆ ของลูกนั้น ส่วนใหญ่แม่จะเป็นผู้พิจารณาก่อน ถ้าเห็นว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องใหญ่เกินกำลัง หรือแม่พิจารณาชี้ขาดแล้ว แต่ลูกๆ ยังออดอ้อนเซ้าซี้ไม่หยุด แม่ก็จะฏีกาเรื่องนั้นๆ ขึ้นไปให้พ่อ คำตัดสินของพ่อถือเป็นที่สุด คำวินิจฉัยของท่าน คำสั่งห้าม และกฎเกณฑ์ต่างๆ ของครอบครัวที่ท่านวางเอาไว้นั้น ลูกทุกคนถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะต้องแปรความกันอย่างเคร่งครัด เช่น เรื่องการเที่ยวเตร่ ตูหนังตะลุง ดูมโนราห์ นั้นพ่อซ้อน  สุวรรณคีรี ถือหลักว่า

“นิสัย ตุ้ง ที่ไหน ถึงที่นั่น เป็นนิสัย ไม่ดี”

“ค่ำลง กินข้าวเสร็จ โดดลงเรือนฟลุก ไปบ้านเพื่อน นอนบ้านเพื่อนจนเคยตัว”  พ่อไม่ชอบท่านจึงได้วางมาตรการในเรื่องนี้เอาไว้อย่างรัดกุมโดยกำหนดอาณาเขตสำหลับการละเล่นเอาไว้ให้ลูกแต่ละคน ลูกคนไหนยังเล็กอาณาเขตจะแคบคนไหนโตแล้วอาณาเขตก็จะค่อยขยายกว้างออกไป เช่น ท่านจะบอกว่า “สำหลับมะลิวัลย์” ธงไทยและดวงแข ให้ไปดูได้แค่รั้วอำเภอไปจนสุดกำแพงวัด สำหรับปทุมกับไตรรงค์นั้น ให้ไปดูได้ตั่งแต่รั้วโรงพักไปจนถึงโรงเรียนในเมือง” เหล่านี้  คือ รัฐธรรมนูญของครอบครัวหมวดว่าด้วยเรื่องดูการละเล่น  ที่ลูกทุกคนถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัด

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือ เรื่องการเฆี่ยนตี ด้วยบุคลิกพูดจริงทำจริงของพ่อซ้อนสุวรรณคีรี ทำให้ลูกทุกคนกลัวพ่อกันมาก ชนิดที่ถ้าท่านต้องการจะเฆี่ยนตีลูกท่านก็สามารถจะกวักมือเรียกลูกๆ ซึ่งกำลังเล่นอยู่ในที่ไกลๆมาตีได้ไม่มีใครคิดจะวิ่งหนีหรือขัดขืนกันเลย แต่เรื่องการเฆี่ยนตีนี้ พ่อได้วางข้อกำหนดที่กลายเป็นจารีตประเพณีอย่างหนึ่งของครอบครัว คือ ห้ามมิให้ลงโทษในช่วง 1 เดือนก่อนสอบซ้อมและสอบไล่ ท่านเหตุผลว่า “จะทำให้เด็กใจเสียผลการสอบจะออกมาไม่ดี” จากการที่พ่อได้กำหนด ”เขตสงบลม” ขึ้นเป็นเวลา 1 เดือนก่อนนี้ ทำให้เกิดผลดีเป็นอย่างมาก คือทำให้ลูกทุกคนเห็นความสำคัญของการสอบ เรียกว่าพอเข้าเขตสงบลม ลูกๆ ก็ได้กลิ่นและบรรยากาศของการสอบขึ้นมาทันที่ แล้วก็จะลงมือดูหนังสือกันอย่างหามรุ่งหามค่ำไปจนกว่าจะสอบเสร็จ และผลการสอบก็มักจะออกมาดีจริงๆ เป็นอัศจรรย์

กำนัน

เมื่อพ่อซ้อน สุวรรณคีรี ลาสิกขาบทออกมาได้ 2 ปี ขุนเวรเขตฯ กำนันตำบลจะทิ้งพระได้ถึงแก่อนิจกรรม พระเพชรคีรี ข้าหลวงประจำจังหวัดสงขลา (เคยขอให้พ่อเป็นนายอากร) และท่านขุนชัยมณีพงศ์นายอำเภอสทิงพระในขณะนั้น  ได้แต่งตั้งพ่อซ้อน  สุวรรณคีรี เป็นกำนันตำบลจะทิ้ง

ท่านเข้ารับตำแหน่งเมื่ออายุได้ 35 ปี  และด้วยระยะเวลาอันยาวนานเกือบตลอดชีวิตที่ดำรงตำแหน่งนี้  พ่อซ้อน สุวรรณคีรี ได้สร้างคุณูปการทั้งรูปธรรมและนามธรรมเอาไว้ในลุ่มทะเลสาบสงขลาเป็นเอนกปริยาย ที่สำคัญ คือ ได้ระงับกรณีพิพาทและปกครองประชาชนในท้องถิ่นแถบนี้ ให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขมาโดยตลอด ได้ปราบคนพาลอภิบาลคนดี โดยการจับคนร้าย และช่วยผู้บริสุทธิ์นับจำนวนไม่ถ้วน ได้เปิดทางเดินสาธารณะระหว่างย่านบ้านพังเสม็ด-บ้านพังจิก ลงไปเชื่อมกับบ้านพังจากริมทะเลสาบสงขลา

ได้จาริกเรี่ยไรแรงงานและที่ดินสร้างถนนสาธารณะจนเป็นผลสำเร็จมากมายหลายสาย เช่น ถนนสายโยชน์ ถนนเชื่อมตำบลจะทิ้งพระกับทะเลสาบสงขลา ถนนจากบ้านชายคูขึ้นไปเชื่อมกับทะเลหลวง เป็นต้น

ได้จัดชนโคหาเงินสร้างสถานีอนามัยชั้น 1 ประจำอำเภอสทิงพระ

ได้จัดชนโคหาเงินซ่อมที่ว่าการอำเภอสทิงพระ

ได้จัดชนโคหาเงินขยายที่ว่าการอำเภอสทิงพระ

ได้จัดชนโคหาเงินสร้างสโมสรข้าราชการประจำจังหวัดสงขลา ณ เชิงเขาน้อย ริมหาดสมิหลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

พ่อซ้อน  สุวรรณคีรี ได้สืบทอดเจตนารมย์ของท่านพระครูวิจารณ์ศีลคุณ(ชู) โดยการคัดค้านการจับจองที่ดินบริเวณตระพังชีบน สงวนบริเวณดังกล่าวเอาไว้เป็นสาธารณสมบัติ ให้ประชาชนได้ใช้สอยร่วมกันมา จนคงเท่าทุกวันนี้

อวสานแห่งชีวิต

พ่อซ้อน  สุวรรณคีรี ดำรงตำแหน่งกำนันอยู่นานถึง 45 ปี จนมีการแก้ไขคุณสมบัติของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ (ฉบับที่5) พุทธศักราช 2516 ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ท่านจึงได้ออกจากตำแหน่งกำนัน เมื่อปี พ.ศ.2516 ซึ่งขณะนั้น ท่านอายุได้ 80 ปีบริบูรณ์ แม้กระนั้น สุขภาพของท่านก็ยังแข็งแรง พูดเสียงดัง เดินตัวตรง หูและตายังเหมือนคนหนุ่ม ชอบจูงลูกวัวเดินเล่น ตับาตรทุกวัน สมาทานศีลอุโบสถทุกวันธรรมสวนะ ท่านเคยล้มป่วยต้อวเข้ารับการผ่าตัด 2 ครั้ง คือเมื่อปี พ.ศ.2511 เข้ารับการผ่าตัดต่อมลูกหมาก และเมื่อปี พ.ศ.2518 เข้ารับการผ่าตัดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ จากนั้นก็มีอายุยืนยาวมาจนลุ 93 ปี จึงได้ล้มป่วยลงด้วยโรคไต และถึงแก่อนิจกรรม เมื่อเวลา 13.35 น. ของวันที่ 11 มิถุนายน 2527 ณ ศิริราชพยาบาล และนี่คืออวสานแห่งชีวิตของพ่อซ้อน สุวรรณคีรี ปูชนียบุคคลคนหนึ่งของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ซึ่งชาวลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาส่วนใหญ่มักเรียกท่านด้วยความเคารพยกย่องว่า “ทวดหลวง” “ปู่หลวง” “ตาหลวง” “ลุงหลวง” “น้าหลวง”

พ่อซ้อน  สุวรรณคีรี ได้จากไปเช่นเดียวกับ “หลวงปู่ทวด” ได้จากไปเช่นเดียวกับ “พ่อท่านเฒ่า” ได้จากไป ทิ้งไว้แต่ร่องรอย อันจักกลายเป็นตำนานพื้นบ้านให้อนุชนรุ่นหลังได้เล่าขานสืบต่อกันไปอีกด้วยกาลเวลาอันไม่มีประมาณ

 

This entry was posted in บุคคลสำคัญในท้องถิ่น ส 31203. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s