ทวดเท่ง

ทวดเท่งเป็นตัวตลกของหนังตะลุงชาวปักษ์ใต้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะเรียกกันติดปากว่า อ้ายเท่ง เฉยๆ แม้ว่าตามรูปลักษณ์จะมีอายุมากแล้วก็ตาม ถ้าคำนวนอายุของ อ้ายเท่งแล้ว ก็น่าจะอายุจนถึง ณ วันนี้ (2548)ประมาณ150ปี โดยเทียบจากอายุของนายกี่จ้วน หรือ หนังจ้วนคูขุด ผู้ออกแบบตัดรูปอ้ายเท่งตัวแรก

ชาติกำเนิดของอ้ายเท่งไม่สามารถสืบค้นได้ชัดเจนว่ามีพ่อแม่ชื่ออะไร มีการศึกษาระดับใด ด้วยเหตุเป็นชาวบ้านสามัญชนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น หากแต่ อ้ายเท่ง มีตัวตนจริงๆ และเป็นชาวตำบลคูขุด อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา

ผู้สร้าง อ้ายเท่ง เป็นรูปตัวตลกในการแสดงหนังตะลุงคนแรกคือ นายกี่จ้วน หรือหนังจ้วนคูขุด ต้นตระกูล ทิพย์ดนตรี ในหนังสืออนุสรณ์งานศพ ต้นตระกูลทิพย์ดนตรี แดงทิพย์มนตรีเป็นผู้เขียนเองได้กล่าวถึง อ้ายเท่ง กระชับสั้นๆ และชันเจนว่า”อ้ายเท่ง” ชื่อเดิมเท่งเป็นคนมีชีวิตอยู่จริงมีนิสัยโผงผางไม่เกรงใคร มีมือเป็นฝีเทศติดกันไม่ชอบใส่เสื้อนุ่งผ้าโสร่ง มีอาชีพจับกุ้งขาย

เมื่อครั้งผู้เขียน (แดงทิพมนดรี) ยังเยาว์อยู่ได้กล่าวว่า นายกี่จ้วน (หรือก๋งของผู้เขียน) ยังเดินเหินยังแสดงหนังตะลุงในงานสำคัญที่จำเป็นจะหลีกเลี่ยง และขัดอ้อนวอนเขาไม่ได้ เช่น เจ้าคุณญาณเวที ชาวบ้านดอนคัน ซึ่งท่านได้เป็นใหญ่เป็นโตในกรุงเทพฯ กลับมาบ้านแต่ละคราวอยากจะดู หรือเจ้านายฝ่ายปกครองต้องการดูเวลานั้นประมาณอายุราว 65 ปี

นายกี่จ้วน หรือ หนังจ้วน ชาวคูขุดได้พบเห็นชาวคูขุดผู้หนึ่งคงจะอยู่ในละแวกบ้านเดียวกันมีบุคลิกน่าสนใจจึงได้นำไปตัดเป็นรูปตัวตลกและสันนิฐานว่าระหว่างนายกี่จ้วนหรือหนังจ้วนกับ“อ้ายเท่ง” น่าจะมีอายุไล่เลี่ยกัน

อ้ายเท่ง เป็นเป็นรูปตลกหนังตะลุงทุกที่มีทุกคณะ จัดเป็นตัวตลกเอกที่ขาดไม่ได้ รูปตลกที่เกิดพร้อมพร้อมกับ “อ้ายเท่ง” น่าจะเป็น “นายคงรอด” หรือ “อ้ายคงรอด” ซึ่งเป็นคนมีชิวิตจริงๆ ชาวคูขุดเช่นกันที่นายกี่จ้วน หรือหนังจ้วนคูขุดเป็นคนนำมาตัดเป็นรูปตัวตลกเป็นคนแรกเช่นเดียวกัน แต่นายคงรอด หรือ อ้ายคงรอด ไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางเหมือนกับ “อ้ายเท่ง”

ในการแสดงหนังตะลุง ทุกคณะมักจัดให้ “อ้ายเท่ง” คู่กับตัวตลกที่ชื่อ “หนูนุ้ย” หรือ“อ้ายหนูนุ้ย” เสมอ โดยเป็นฝ่ายติดตามพระเอกหรือนางเอกของเรื่อง ในขณะที่ตัวตลกตัวอื่นๆ ยังมีอีกหลายตัว เช่น สีแก้ว ยอดทอง ขวัญเมือง สะหม้อ ดิก ปราบ พูน จีนจ้ง ฯลฯ ช่วงหลังๆหนังตะลุงบางคณะได้สร้างตัวตลกขึ้นมาประจำคณะของตนอีกหลายตัว เช่น หลำ โถ หนูเหนือย หนูนัด ดุเหว่า แก้วกบหรือแก้วหัวกบ เปี๊ยก เป็นต้นฯ

จะอย่างไรก็ตามในบรรดาตัวตลกทั้งหมดก็ไม่มีตัวใดโด่งดังและได้รับการกล่าวขวัญถึงมากเท่ากับ ”อ้ายเท่ง” ปั้มน้ำมันบางแห่งจะมีรูป “อ้ายเท่ง” ติดไว้หน้าปั้มเหมือนจะเป็นตัวแทนเจ้าของปั้มน้ำมันหรือเด็กปั้มคอยยืนเชิญชวนให้ลูกค้าเข้าไปใช้บริการร้านอาหารบางแห่งมีรูป “อ้ายเท่ง”  ติดอยู่ที่หน้าร้านเรียกความสนใจอยู่จากผู้คนที่ผ่านไปมาหรือบางแห่งจะมีรูป “อ้ายเท่ง” ยืนอยู่ตามสี่แยกพร้อม ข้อความให้ระมัดระวังเรื่องการใช้ถนนเป็นต้น เป็นการแสดงให้เห็นว่า “อ้ายเท่ง” เป็นที่รู้จักของผู้คนโดยทั่วไปและอย่างกว้างขวางจริงๆ

บุคลิกภาพของอ้ายเท่งจากแหล่งความรู้ต่างๆเป็นดังนี้

เอกสารการประชุมทางสัมมนาทางวิชาการ เนื่องในการจัดงานมหกรรมวัฒนธรรมพื้นบ้านไทย 34 ณ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติจังหวัดนครศรีธรรมราชได้กล่าวถึง “อ้ายเท่ง” ว่า

“เท่ง” เป็นชาวคูขุด อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา อาชีพทำนา น้ำตาลโตนด กระแช และรุนกุ้งฝอยให้เมียขาย รูปร่างผอมบางสูงโย่งท่อนบนยาวกว่าท่อนล่างผิวคร่ำจมูกตาโตปากกว้างคล้ายนกกระฮัง  นิ้วมือข้างซ้ายกำหลวมๆ  นิ้วชี้กับหัวแม่มืองอหยิกเข้าหากัน  มือข้างขวามีเพียงนิ้วชี้เดียวโตทู่เพราะเป็นคุดทะราดมาแต่เด็กนุ่งโสร่งลายตาหมากรุกขาวดำไม่สวมเสื้อ ผ้าขาวม้าเคียนพุง  เหน็บ “อ้ายครก“ นิสัยเป็นคนตลก คะนอง ขบขันง่าย มุทะลุไม่กลัวคน ฉลาดหลักแหลมในบางโอกาส ชอบขู่สำทับผู้อื่น แต่ไม่สู้คน”

หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ อาจารย์พ่วง บุษรารัตน์ “ความรู้เรื่องหนังตะลุง”  ได้กล่าวถึง “อ้ายเท่ง” ว่า

“ อ้ายเท่งเอาเค้ามาจากบ้านคนหนึ่งชื่อ เท่ง อยู่บ้านคูขุด อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา หนังจวนบ้านคูขุดนำมาตัดรูปตลกเป็นครั้งแรกหนังคณะอื่นๆ  นำไปเรียนรูปร่างผอมบาง สูง  ท่อนบนยาวกว่าท่อนล่างผิวดำ ปากกว้าง หัวเถิก ผมงอหยิกใบหน้าคล้ายนกกระฮัง นิ้วมือขวายาวโตคล้ายอวัยวะเพศผู้ชายนิ้วชี้กับหัวแม่มือซ้ายงอหยิกเป็นวงเข้าหากันนุ่งผ้าโสร่งลายตาหมากรุก คาดพุงด้วยผ้าขาวม้าไม่สวมเสื้อที่สะเอวเหน็บมีดอ้ายครก (มีดปลายแหลมด้ามงอ โค้งมีฝัก) ชอบพูดจาโผงผางไม่เกรงใจใคร ขู่สำทับผู้อื่นล้อเลียนเก่ง เป็นคู่กับอ้ายหนูนุ้ย

สุทธิวงศ์  พงศ์ไพบูลย์   ได้อธิบายรูปลักษณ์และบุคลิกภาพของ “อ้ายเท่ง” เอาไว้ในสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคใต้ว่า

“เท่ง” หรือ อ้ายเท่ง เป็นชื่อรูปตลกของหนังตะลุงซึ่งทุกคณะมักมีประจำโรงและทุกคณะสวมลักษณะนิสัยลีลาการพูดสำเนียงพูดเป็นลักษณะเดียวกันมักออกเป็นตัวเสนาคู่กับหนูนุ้ย

ประวัติความเป็นมาเชื่อกันว่ารูปของเท่งมีผู้ตัดเลียนรูปร่างลักษณะและถอดนิสัยมาจากคนจีนซึ่งเป็นชาวคูขุดอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา คนผู้นั้นมีอาชีพทำน้ำตาลโตนด ทำหวาก (ทำกระแซ่)  และรุนกุ้งฝอยให้เมียขาย

รูปร่างลักษณะตัดด้วยหน้าตาสีดำล้วนผอมบางสูงโย่งท่อนบนยาวกว่าท่อนล่างผิวดำ หัวเถิกผมหยิกเป็นปอยอยู่เฉพาะส่วนท้ายทอย จมูกทู่โต ตาขาวโตปากกว้าง หน้าตาพิกลคล้ายนกกระฮัง หรือหัวตุ๊กแก มือเคลื่อนไหวได้ทั้ง 2 ข้างนิ้วมือข้างซ้ายกำหลวมๆนิ้วชี้กับหัวแม่มืองอหงิกเป็นวงเข้าหากันส่วนมือข้างขวาเหลือเพียงนิ้วชี้เพียงนิ้วเดียวทู่โตเพราะเป็นคุดทะราดมาแต่เด็กๆและมักใช้มือทั้ง 2 ข้างทำท่าด่าแม่ผู้อื่นแทนถ้อยคำอย่างที่ภาษาใต้เรียกว่า”ฉับโขลก”

การแต่งกายไม่สวมเสื้อนุ่งผ้าโสร่งลายตาหมากรุกขาว_ ดำเคียนพุงด้วยผ้าขาวม้าเหน็บมีดพื้นเมืองซึ่งเรียกว่า “อ้ายครก” เท้าเปื่อยแต่หนังตะลุงสมัยใหม่ดัดรูปเท่งสวมชุด อ.ส. ก็มี ชุดทหารพรานก็มีเพื่อใช้เชิดเฉพาะตอนตามบทบาทในเนื้อเรื่องสมมุติให้เป็น

นิสัยเท่ง เป็นคนตลกคะนองขบขันง่ายมุทะลุไม่กลัวคนชอบล้อเลียนเพื่อนมีความฉลาดแหลมในบางโอกาส แต่บางครั้งก็พูดพล่อยๆ มักท่าดีทีเหลวชอบขู่สำทับเพื่อนแต่ใจจริงไม่สู้เพื่อนใครด่าว่าก็ไม่โกรธแต่มักย้อนกลับชอบด่าว่าเขาง่ายๆและอยู่จะข้างจะบ้ายอ

ลีลาการพูด พูดช้าๆแต่ไม่ชัดคำเกือบติดอ่าง มีอารมณ์ขันอยู่ในที่มักมีเสียงหัวเราะแทรก บางครั้งพูดโผงผางแบบขวานผ่าซาก ไม่เกรงใจใครจะด่าว่าใครไม่ยั้งคิดเมื่อพลั้งผิดมักด่าตัวเองชอบทำท่าประกอบการพูดและจ้องหน้าคู้สนทนา

“อ้ายเท่ง” ในทัศนะของศิลปิน

สถาพร ศรีสัจจัง   กวีและนักเขียนร่วมสมัยผู้มีสมญานาม”กวีต้นแบบ” ของคนคนวรรณกรรมภาคใต้รุ่นหลังได้ให้ทรรศนะเกี่ยวกับ “อ้ายเท่ง” ว่า

บุคลิกของ “อ้ายเท่ง” ค่อนข้างเป็นภาพตัวแทนบุคลิกของปักษ์ใต้โดยเฉพาะนิสัยเป็นคนนักเลงคือพูดจาโผงผาง เป็นคนโปร่งใสเจ้าปัญญาวิพากษ์วิจารณ์ตรงไปตรงมาไม่ไว้หน้าคนถือเป็นบุคลิกที่สำคัญอย่างหนึ่งของผู้ชายปักษ์ในอดีตเป็นคนไม่กลัวอะไรพูดแบบชาวบ้านคือเป็นคน  “ก้งโท่”

“อ้ายเท่ง” ฉลาดแบบคนพื้นบ้านแต่ขาดข้อมูลหัวหมอไว้เหลี่ยม รักศักดิ์ศรีดูถูกคนโง่ไม่ค้อมหัวให้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมเป็นตัวตลกหนังตะลุงระดับคลาสสิกเป็นตัวหลักที่สำคัญที่สุดของหนังตะลุงทุกคณะ

ตัวตลกอื่นๆอาจเพี้ยนไปบ้าง แต่สำหรับ “อ้ายเท่ง”  ไม่เพี้ยนเป็นตัวแทนผู้ชายปักษ์ใต้ที่ชัดเจนที่สุดถือเป็นตัวตลกสำคัญที่ขาดไม่ได้จึงมีการส่งต่อสืบทอด “อ้ายเท่ง” เป็นตัวละครที่มีศักดิ์ศรีสูงกว่าตัวตลกอื่นๆ ชาวบ้านส่วนใหญ่จะพูดถึงในเชิงบวกหรือนิยมมากกว่าตัวอื่นๆตัวตลกตัวอื่นๆยังเป็นแค่ตัวตลกธรรมดา

“อ้ายเท่ง” เป็นตัวตลกแต่ก็เหมือนกับไม่ใช่ตัวตลกเพราะว่าขัดคอเจ้านายกล้าวิพากษ์วิจารณ์สังคมการเมืองไม่ยอมใคร “อ้ายเท่ง” เป็นคนซื่อสัตย์ รักใครรักจริง รักพี่รักน้อง เพื่อนฝูง แบบชาวบ้านชัดเจยกว่าตัวตลกอื่นๆ แม้แต่อ้ายหนูนุ้ย อ้ายขวัญเมือง เมื่ออยู่กับ “อ้ายเท่ง”ก็ดูจะโง่กว่า ด้อยกว่า “อ้ายเท่ง” เป็นตัวตลกมาตรฐานที่หนังตะลุงทุกคณะขาดไม่ได้เป็นตัวตลกที่ผู้คนชื่นชอบมายาวนานจนปัจจุบัน

หนังอิ่มเท่ง ควนเนียง ศิลปินแห่งชาติสาขาหนังตะลุงเมื่อปี 2539 (รับโล่ ปี2540) นายหนังตะลุงที่มีชื่อเสียงคณะหนึ่งของจังหวัดสงขลาและภาคใต้เริ่มเล่นหนังตะลุงตั้งแต่อายุ 27 ปีและเล่นติดต่อกันมาประมาณ 30กว่าปีปัจจุบันอายุ 84 ปีเลิกเล่นแล้วเพราะสุขภาพและวัยไม่อำนวยให้ทรรศนะเกี่ยวกับ “อ้ายเท่ง” และชื่อ “อิ่มเท่ง” ว่า

แต่เดิมชาวบ้านเรียกฉานว่า หนังอิ่ม ควนเนียงตอนนั้นที่บ้านควนเนียงมีคณะหนังอยู่ 3 คณะคือหนังเอื้อม หนังอิ่ม และหนังพร้อมแต่เพราะฉานนำรูป”อ้ายเท่ง“มาแสดงและตลกสมบทบาทจนเป็นที่ติดอกติดใจผู้ชมคนทั้งหลายจึงเรียกว่า “หนังอิ่มเท่ง”

ที่มาของ “อิ่มเท่ง” เป็นเพราะครั้งหนึ่งไปแสดงที่วัดนาเกตุ  อำเภอโคกโพธิ์  จังหวัดปัตตานี  การแสดงในคืนนั้นมีคนไปดูกันมากไม่เว้นแม้แต่ท่านพระครูซึ่งเป็นเจ้าอาอาวาสวัดนาเกตุท่านมีอายุมากแล้วแต่ก็อุตส่าห์หาเก้าอี้ไปนั่งดูการแสดงด้วยโดยท่านนั่งอยู่บริเวณหน้ากุฎิของท่านเอง  ล้อมรอบไปด้วยญาติโยมซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุทั้งสิ้น

หนังอิ่มเท่งเล่าว่าเมื่อถึงคราวออกรูป “อ้ายเท่ง” ได้เล่นให้ตลกเต็มที่จนคนดูส่งเสียงฮากันเป็นระยะๆท่านพระครูนั้นชอบเคี้ยวหมากปรากฎว่าท่านหัวเราะจนชานหมากในปากฟุ้งกระจายไปตกบนหัวของญาติโยมที่นั่งใกล้ๆ

ปีต่อมาทางวัดมีงานอีกคณะกรรมการวัดจึงไปปรึกษาหารือกันเรื่องนำมหรสพมาแสดง  หนึ่งในสำนวนนั้นคือหนังตะลุงแต่คณะกรรมการไม่สามารถหาข้อยุติได้ว่าจะรับหนังตะลุงคณะใดมาแสดงที่สุดคณะกรรมการฯจึงได้ปรึกษาหารือกับท่านพระครู เจ้าอาวาสท่านตัดสินใจทันทีว่า “เอาหนังที่ตลกตัวอ้ายเท่งก็แล้วกัน”  คณะกรรมการฯระลึกได้ว่าหนังที่ท่านพระครูกล่าวถึงคือ หนังอิ่ม  ควนเนียง  เพราะยังจำได้คราวท่านพระครูหัวเราะจนชานหมากกระเด็นจึงได้กราบเรียนท่านว่าหนังคณะนั้นคือ “หนังอิ่ม…เท่ง”

คณะกรรมการฯได้ส่งคนไปรับหนังอิ่มมาแสดง ณ วัดนาเกตุอีกครั้งคราวนี้ทุกคนเรียกหนังอิ่ม ว่า “หนังอิ่มเท่ง”กันทุกคนตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เมื่อถามว่า ในทรรศนะของท่าน (หนังอิ่มเท่ง)  ท่านชอบ “อ้ายเท่ง” เป็นพิเสษด้วยสาเหตุใด อย่างไรหนังอิ่มเท่งจึงได้ในทรรศนะว่า

“อ้ายเท่งแหลงง่ายไม่ชอบดัดเสียงแหลงภาษาถิ่นใช้คำแต่แรกถ้าบอกว่าชอบก้าชอบ  ถ้าบอกไม่ชอบก้าไม่ชอบ ฉานชอบนิสัยหมัน ฉานเห็นโรปอ้ายเท่งมาตั้งแต่ก่อนเล่นหนัง  หนังทุกคณะมีโรปอ้ายเท่งทั้งนั้นอ้ายเท่งหมันฉลาดโถกผิดไม่โร่ พูดออกไปแล้วดันไปหน้าพักเดียวไม่หลบหลังแล้ว  ไม่เกี่ยวแล้ว…บ้าบิ่น”

หนังอิ่มเท่งได้กล่าวในท้ายว่า

ฉานภูมิใจที่สุดที่ทำให้ “อ้ายเท่ง“ ดัง ทำให้วงการหนังตะลุงดีขึ้นได้สร้างชื่อให้กับจังหวัดสงขลา  และไม่ใช่แต่เฉพาะสงขลาเท่านั้น แต่เป็นภาคใต้ด้วย*

 

บทตลกที่เกี่ยวข้องกับ “อ้ายเท่ง”

จากเรื่อง “ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ” อ้ายเท่ง สนทนากับ หนูนุ้ย ของหนังฉิ้น อรมุต

หนูนุ้ย  :         กูอี้หมั้นโหมหญิง กูขอเบี้ยหมึงสักร้อยนะเท่งนะ เพื่อนๆ ให้กูหลายคนแล้วนิ หมึงกับกูคบกันมานาน กูว่าหมึงไม่ขัด

เท่ง     :         กูก้าเห็นใจหมึงจริงๆ กูนึกว่าถ้ากูยัง กูอี้ให้สักร้อยสองร้อย อี้ยืมเพื่อนกะไม่เห็นไค พันนี้ตะยืมหมึงก่อนตะ ให้กูพอได้ช่วยหมึงสักร้อยสองร้อยนะ ถ้าไม่ได้ช่วยหมึง กูก้าไม่สบายใจเหมือนกัน เพราะคนเอินเขาช่วยหมึงแล้วทั้งเพ

หนูนุ้ย  :         เออ เอาตะ กูให้ยืมสองร้อย ให้หมึงพอได้ช่วยกูมั่ง กูก้าบายใจ (ควักเงินให้สองร้อย) ฮื่อ! เอากูลงบัญชีว่าหมึงให้กูสองร้อยนะเท่งนะ

เท่ง     :         เดียวๆ กูก้าจนเหมือนกัน กูให้สักร้อยพอแหละ ฮือ..เอาตะ

หนูนุ้ย  :         ให้กูสองร้อยตะเท่งเหอ

เท่ง     :         ร้อยเดียวพอ นี้เบี้ยกูก้ายืมเขาดอก สองร้อยเท่านี้ กูให้หมึงร้อยหนึ่ง กูไว้จ่ายร้อยหนึ่ง

หนูนุ้ย  :         แล้วเรื่องที่กูให้ยืม ว่าพรื้อ ให้กันต่อใด

เท่ง     :         กูยืมเบี้ยหมึง แล้วให้หมึง เป็นอันว่าหลุดกัน แต่เรื่องกูช่วยหมึงต้องลงบัญชีนะ

หนูนุ้ย  :         เออ..กูไม่ลืมแหละ

 

จากเรื่อง “ทวนทิย์ทวนทอง” อ้ายเท่ง ตอบคำถาม กากะทิง ของหนังฉิ้น อรมุต

กากะทิง         :         หากท่านตอบปัญหาของเราถูก เราจะปล่อยท่านและน้องของท่านด้วย

ทวนทิพย์        :         หากตอบผิดล่ะ

กากะทิง         :         ท่านและน้องของท่านต้องตกเป็นเหยื่อของเรา ท่านพร้อมจะตอบไหม

ทวนทิพย์        :         ท่านถามเถอะ

กากะทิง         :         อะไรที่ดำแล้วขาว

เท่ง               :         ดำแล้วขาว กะหวากแหละ

ทวนทิพย์        :         ดำแล้วขาวคือ ผมของเรา

กากะทิง         :         อะไรที่ยาวแล้วสั้น

เท่ง               :         ยาวแล้วสั้นก้าวงตาลแหละ ใหม่ๆ ยาวแหละ ปาดเข้าทุกวันกะสั้นแหละ

ทวนทิพย์        :         สายตาของคนเราซิ ยาวแล้วสั้น

กากะทิง         :         อะไรที่มั่นแล้วคลอน

เท่ง               :         หลักวัวแหละ ปักใหม่ๆ ชับแหละ นานไปคลอนเพ

กากะทิง         :         ที่เจ้าตอบไม่ถูกสักครั้งเดียว หากผิดอีกเราจะไม่ปล่อยเจ้า

เท่ง               :         กะอย่าตอบเสียแหละหา

 

จากเรื่อง “แรงสายเลือด” อ้ายเท่ง สนทนากับหนูนุ้ย ของหนังฉิ้น อรมุต

เท่ง     :         อายุเท่าใดแล้วล่ะหนูนุ้ย หมึงปีนี้

หนูนุ้ย  :         เม่อกูอ่อนแตหมึงปีหนึ่ง หมึงลองคิดแลตะ กูเท่าใดแล้ว แล้วหมึงละเท่าใดปีนี้เหอ

เท่ง     :         กูแกแตหมึงปีหนึ่ง คิดของหมึงให้ครบตะ แล้วเหลือจากนั้นก้าเป็นของกูแหละหา ทีนี้แล้วไม่คิดหาเมียกันมั่งเหอนิ

หนูนุ้ย  :         เราคนจนเหอ หาเมียมาให้เขาพลอยลำบากกับเราไซ่ล่ะหา เท่เราก้ายังไม่เป็นเท่ ว่าอี้ทำไหรตรงไหน ครั้นหาเมียมาไว้แล้ว ถ้าเกิดเราไปได้งานทำเท่ไกลๆ แล้วอี้ให้เขาอยู่กับไคล่ะ อี้ทิ้งไว้แต่เขาพรื้อล่ะ ไหนลูกเต้าล่าวอ่อนไคได้ช่วยล่ะ

เท่ง     :         บ้านหมึงบ้านกูไม่ใช่อยู่ไกลกันสักเท่าใด เวลาลูกหมึงร้อง ถ้ากูได้ยินกูอี้ใจดำพรื้อที่ไม่ไปช่วยอุ้มลูกหมึงนิ เมียหมึงก้าเป็นคนอัธยาศัยดี กูอี้ปล่อยให้หมันลำบากคนเดียวพรื้อ ครั้นไม่หมึงกูต้องไปช่วยอุ้มลูก หวางหมันอี้หุงข้าวต้มแกงเสร็จ

หนูนุ้ย  :         พอหมันทำครัวเสร็จ แล้วหมึงหลบบ้านเหอเท่ง

เท่ง     :         กูว่าอี้หลบแหละ แตหมันว่าพี่เท่งกินข้าวก่อนแหล้ ฉานหูงเผือแล้ว ก้ากูกินกับหมันแหล้นุ้ย

หนูนุ้ย  :         ปาใดล่ะ เม้อเช้าหรือเม้อเย็นล่ะ

เท่ง     :         ก้าเม้อเย็นแหล้ หวันมุ้งมิ้งแล้วแหล้

หนูนุ้ย  :         แล้วหวางอี้กินเสร็จ แล้วไม่มืดเหอค้านั้นเห้อ

เท่ง     :         มืดก้าหมันจุดเกียงป่องขึ้น พอหวางหลิบหรี่ๆ ตามภาษาเกียงป่อง เพราะบ้านหมึงเม่อไฟฟ้า ไม่เข้าทีไม่ใช่เหอ

หนูนุ้ย  :         แล้วกินข้าวแล้วหมึงหลบไปแหละเท่ง

เท่ง     :         กูว่าอี้หลบแหล้ แต่พอดีฝนตก แล้วกูอี้หลบพรื้อล่ะ กูถูกนอนนั่นแหละ

หนูนุ้ย  :         แล้วไซ่หมึงไม่พาร่มไปล่ะ

เท่ง     :         แล้วกูทำพรื้อโร่ว่าฝนอี้ตกล่ะ เม่อแรกกูไป ฝนไม่มืดที

หนูนุ้ย  :         แล้วหมันแล้งปาใดล่ะ โลกกูหลับแล้วไม่ล่ะ ต่อฝนแล้งหือ

เท่ง     :         โลกหมึงหลับแรกเราพอกินข้าวเสร็จหนู้แหละ

หนูนุ้ย  :         แล้วหมึงได้หลบปาใดล่ะคืนนั้นหือ

เท่ง     :         หลบรุ่งเช้านั้นแหล้ะ เพราะฝนไม่ขาดเม็ดล่ะ เดียวๆ ตกแรง เดียวๆ ผล็อยๆ อยู่พันนั้นแหล้

หนูนุ้ย  :         เวลาผล็อยๆ ไซ่หมึงไม่แขบหลบเสียล่ะ

เท่ง     :         ก้าหมันมืดแล้ว กูอี้หลบพรื้อล่ะ กลางดึกหื้อ มืดหูจี้นิ

หนูนุ้ย  :         แล้วไซ่หมึงไม่หาไฟฉายไปล่ะ แรกไปหึ

เท่ง     :         แล้วกูทำพรื้อโร่ว่าอี้โถกหลบกลางดึกล่ะ ไม่ได้เตรียมตัวไปนิ

หนูนุ้ย  :         แล้วหมึงนอนปาใดล่ะคืนนั้นหือ

เท่ง     :         ก้าไม่เป็นอี้ได้นอนไหร ทั้งกูทั้งหมันนั้นแหละ รุ่งเสียก่อนดอกแหละ

 

This entry was posted in บุคคลสำคัญในท้องถิ่น ส 31203. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s