พระธรรมวิสุทธิกวี

ชาติกำเนิด

พระธรรมวิสุทธิกวี มีนามเดิมว่า พิจิตร  ถาวรสุวรรณ เป็นบุตรคนหัวปี ในจำนวนบุตรธิดา11 คน ปัจจุบันมีชีวิตอยู่ 8 คน ของนายแก้ว นางโผ้เลี่ยน ถาวรสุวรรณ เกิดวันที่ 24 มิถุนายน  พ.ศ.2479  ตรงกับวันพุธ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 8 ปีชวด ณ หมู่บ้านพังขาม ตั้งอยู่ริมอ่าวไทย ในคาบสมุทรสทิงพระ   ในท้องที่ตำบลบ่อดาน อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา (ซึ่งดินแดนแถบนี้เคยเป็นเมืองสำคัญในอาณาจักรศรีวิชัยในราว พ.ศ.1200-1800)

โยมบิดาคือนายช่างแก้ว  ถาวรสุวรรณ  เป็นชาวดอนคัน อันตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออก ของทะเลสาบสงขลาในเขตท้องถิ่นตำบลคูขุด อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา

โยมมารดาคือนางโผ้เลี่ยน  ถารวรสุวรรณ  สกุลเดิม แจ่มใส เป็นชาวบ้านพังขาม  ตำบลบ่อดาน  อำเภอสทิงพระ  จังหวัดสงขลา

เมื่ออายุได้ 1 ขวบ ได้ย้ายตามบิดามารดาไปอยู่ ณ หมู่บ้านบ่อดานตก ในตำบลเดียวกัน เนื่องจากโยมบิดามารดาได้ย้ายครอบครัวไปสร้างบ้านขึ้นใหม่ ในตำบลดังกล่าว

เมื่ออายุได้ 5-7 ขวบ ได้อยู่ในความอุปการะของยาย คือ นางขุน  แจ่มใส ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านเดิม ณ หมู่บ้านบ่อดานตกเดิม เพราะติดยายเนื่องจากยายรักมาก และเพราะโยมพ่อโยมแม่ได้ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่บ้านดอนคันอันเป็นบ้านเกิดของโยมบิดา ซึ่งตั้งอยู่บนฝังตะวันออกของทะเลสาบสงขลา  ในท้องที่ตำบลคูขุด อยู่ห่างจากบ้านพังขามไปทางทิศตะวันตกประมาณ  4 ก.ม. การย้ายครอบครัวของโยมบิดาในครั้งนี้ ก็เพื่อสะดวกในการทำมาหากินเพราะบ้านดอนคันเป็นหมู่บ้านที่อุดมสมบูรณ์  ทั้งการคมนาคม ทางทะเลก็สะดวก

 

ชีวิตในปฐมวัย

เมื่ออายุย่างเข้า 8 ขวบ ได้ย้ายตามโยมบิดามารดาไปอยู่ ณ บ้านดอนคันเพื่อเข้าเรียนประถมศึกษา  ณ โรงเรียนลือสิทธิ์วิทยา  วัดธรรมประดิษฐ์และได้อยู่ ณ บ้านดอนคันนี้  จนจบประถมศึกษาและจนถึงอายุ 17 ปีบริบูรณ์

ในระหว่างเรียนอยู่ในชั้นประถมศึกษานั้นได้รับการศึกษาพระพุทธศาสนาจากคุณย่า คือ นางสุ้น  เทพพญา  เพราะคุณย่ามีความสามารถในการอ่านหนังสือได้ดี  มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและสามารถจดจำในเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาและวรรณคดีไทยได้เป็นจำนวนมากมักจะไปนอนที่บ้านคุณย่าเป็นประจำเกือบทุกคืนติดต่อกันเป็นเวลาประมาณ  4  ปี  เพราะชอบฟังนิทานของคุณย่าจนทำให้จิตใจโน้มน้าวมาทางพระพุทธศาสนาตั้งแต่นั้นมา

เมื่ออายุได้ 12 ปี หลังจากชั้นประถมศึกษาบริบูรณ์แล้วก็ได้ช่วยคุณโยมทำงานจนกระทั่งอายุ 15 ปี จึงได้ขออนุญาตคุณโยมบวชเพราะเริ่มสนใจพระพุทธศาสนามากขึ้นตึคุณโยมทั้งสองยังไม่อนุญาตให้บวชเพราะเกรงว่าจะศึกเสียก่อนที่จะอุปสมบทและเพราะขณะนั้นคุรโยมบิดาซึ่งะเป็นช่างรับเหมาก่อสร้างอยู่ไม่มีใครช่วยทำนาประกอบกับเป็นกำลังของครอบครัวเนื่องจากเป็นบุตรคนโตจึงขอผัดไว้ว่าอีก 3 ปี จึงจะอนุญาตให้บวช

ในระหว่าง 3 ปีที่รอโอกาสจะได้บวชอยู่นั้น ได้ทำงานช่วยเหลืออย่างหนัก  โดยเฉพาะการทำนาซึ่งเป็นอาชีพหลักของประชาชนในชนบทแถบนั้นเพราะน้องก็ยังเล็กอยู่  ไม่เที่ยวเตร่  ตั้งใจทำงานทำความเบาใจให้แก่คุณโยมทั้งสองเป็นอย่างมากทำงานทุกอย่างด้วยความขยันขันแข็ง  อย่างไม่ย่อท้อหนักเอาเบาสู้  เพื่อเสริมฐานะให้แก่ครอบครัวมั่นคงขึ้นส่วนกลางวันจะอยู่กลางทุ่งนา แต่กลางคืนมักจะหาปลาอยู่กลางทะเลสาบ  เพราะปลาชุกชุมมาก  และวันตลาดนัดก็ช่วยคุณโยมแม่พายเรือนำคุณแม่ไปขายขนมที่ตลาดวัดคูขุดอยู่เสมอทำให้ชีวิตอกทนและแข็งแกร่งขึ้นไปตามลำดับวัย  แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกเบื่อชีวิตฆราวาสเพิ่มขึ้นเพราะมีความทุกข์มากกว่าความสุขที่จะพึงได้ แม้ต้องต่อสู้ดิ้นรนมากในการเป็นอยู่แต่ยังหาความเจริญได้ยากทั้งต้องมารับบาปมากกว่าบุญกุศลทั้งความรู้ในด้านหนังสือก็ลดน้อยลง  หาดูได้เพิ่มขึ้นไม่และมีบ่อยครั้งที่ต้องเสี่ยงอันตรายชีวิตในการขึ้นต้นตาลสูงๆ ซึ่งมีอยู่มากในเขตอำเภอนี้เพื่อขึ้นเอาลูกของมัน  ในครั้งใดที่มือพลาด  ทำท่าจะพลัดตกลงจากต้นตาลสูง  รู้สึกหัวใจหายวาบ  ถึงกับภาวนาในใจบ่อยครั้งว่า  อย่าพึ่งถึงตายในตอนนี้เลย ขอให้ได้บวชเสียก่อนเถิด

พออายุย่างเข้า 16 -17  ปี  ยิ่งได้รู้ว่าตนจะได้บวชในเวลาไม่นานนักแล้วก็เริ่มเตรียมตัวในการบวชอย่างจริงจังขึ้น  คือวันใดว่างงานหรือตอนกลางคืนก็มักจะไปอยู่ที่วัดธรรมประดิษฐ์  อันเป็นวัดใกล้บ้าน เพื่อฟังเทศน์บ้าง  ร่วมสวดมนต์เย็นกับอุบาสกอุบาสิกาของวัดที่ไปสวดมนต์และฟังเทศน์  ในฤดูเข้าพรรษาบ้าง รับใช้พระในวัดบ้าง ทำให้มีความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้น และจำบทสวดมนต์ได้มาก ตั้งแต่ยังไม่ได้ท่อง เพราะมีใจน้อมไปในการบรรพชานั่นเอง

ในระหว่างนี้ เป็นผู้ขวนขวายและขอบแสวงหาความรู้อยู่เสมอ โดยเฉพาะชอบอ่านหนังสือ เพราะที่บ้านคุณโยมบิดามีหนังสือประเภทต่างๆ อยู่ 1 ตู้ จึงค้นหนังสือเหล่านี้อ่านเกือบทุกเล่มเพราะคุณโยมบิดาเป็นนักอ่านหนังสือเพราะท่านเคยเข้ามาศึกษาอยู่ในกรุงเทพในสมัยบวชสามเณรอยู่วัดราชาธิวาส โดยฝากตัวเป็นศิษย์ของเจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมฺมสาโร ป.ธ.9) วัดราชผาติการาม ในสมัยที่ท่านยังเป็นพระเปรียญอยู่ที่วัดราชาธิวาส  หนังสือที่คุณโยมบิดาเคยเรียนก็เก็บมาไว้ที่บ้าน  เพื่อศึกษาค้นคว้าต่อไปต่อไปไม่ทอดทิ้ง โดยเฉพาะหนังสือนวโกวาท  อันเป็นหลักสูตรนักธรรมชั้นตรีนั้นก็ท่องหนังสือเล่มนี้จนจำได้หมดเล่มก่อนบวชเพราะเห็นว่าเป็นหนังสือที่ต้องศึกษาในเมื่อตนได้บวช

ในปีพ.ศ.2496 เมื่ออายุได้ 17 ปี ก็ได้รับอนุญาตจากโยมทั้งสองว่าให้บวชได้  โดยการสนับสนุนของท่านเจ้าพระคุณเทพญาณเวที (ลือ  ยติกเถระ)  อดีตเจ้าอาวาสวัดบูรณศิริมาตยาราม ในสมัยที่ยังเป็นพระญาณเวทีให้เข้ามาบวชในกรูงเทพฯโดยได้ติดตามท่านเจ้าพระคุณพระเทพวราภรณ์(เปลี่ยน  ปณโณ  ป.ธ.9)  อดีตเจ้าอาวาสวัดบูรณศิริมาตยาราม ในสมัยที่ยังเป็นพระมหาเปลี่ยน  ป.ธ.9  เข้ามา แล้วท่านเจ้าคุณพระอุดมศีลคุณ (เริ่ม  นนทิโย) วัดบูรณศิริมาตยาราม ผู้เป็นหลวงอาในสมัยที่ยังเป็นพระครูปลัดเถรธรรมวัฒน์ (พระเถระทั้ง 3 เป็นชาวบ้านดอนคัน)

 

การศึกษา

1. ได้รับปริญญาศาสนศาสตรบัณฑิต  (ศน.บ)  เกียรตินิยม  จากมหาวิทยาลัยมหามงกุฏราชวิทยาลัย  ในปีพ.ศ.2508

2. ได้รับประกาศนียบัตรชั้นสูง  หลักสูตรพระธรรมฑูตไปต่างประเทศ  ในปีพ.ศ.2511

3. ได้รับปริญญาโท (M.A) ทางวรรณคดีสันสกฤตจากมหาวิทยาลัยB.H.U.   เมืองพาราณสี  ประเทศอินเดีย ในปีพ.ศ.2512

4. ได้รับอนุปริญญาภาษษฮินดี (dip.in.hindi) จากมหาวิทยาลัยB.H.U.   เมืองพาราณสี  ปรเทศอินเดีย  ในปีพ.ศ.2512

5. สำเร็จเปรียญธรรม 9 ประโยค(ป.ธ.)ในปีพ.ศ.2517

6. ได้รับปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์(สาขาพุทธศาสตร์)  จากมหาวิทยาลัยมหากุฏราชวิทยาลัย   ในปีพ.ศ.2548

7. ได้รับปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาหลักสูตรและการสอน)  จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา  ในปีพ.ศ.2548

 

ตำแหน่งหน้าที่

ได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโสมนัสวิหารในปี พ.ศ. 2539  และเป็นเจ้าคณะภาค 16-17-18 (ธรรมยุต) ภาคใต้ทั้งหมด ในปี 2540 จนถึงปัจจุบัน

สมณศักดิ์

วันที่ 5 ธ.ค. 2519      ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระศรีวิสุทธิกวี

วันที่ 5 ธ.ค. 2531      ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชวิสุทธิกวี

วันที่ 5 ธ.ค. 2536      ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพวิสุทธิกวี

วันที่ 5 ธ.ค. 2543      ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมวิสุทธิกวี

 

การฝึกอบรมพิเศษ

การฝึกอบรมพิเศษที่ได้ผลดีมาก ก็คือการฝึกอบรมในสถาบันฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในการฝึกอบรมกรรมฐาน ซึ่งมีอาจารย์กรรมฐานที่มีชื่อเสียงมากในประเทศไทย รับเป็นอาจารย์ในการฝึกอบอรมถึง 4 รูปคือ

  1. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน ป.ธ.9) วัดบวรนิเวศวิหาร
  2. พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส) แห่งวัดสวนโมกขลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฏร์ธานี
  3. พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ ป.ธ.9) อจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนา วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ
  4. พระธรรมวิสุทธิมงคล (อาจารย์พระมหาบัว ญาณสมปนโน ป.ธ.3) วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี

 

โดยเฉพาะการฝึกอบรมที่สวนโมกขพลาราม ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดและจริงจังของท่านพุทธทาสในปี พ.ศ.2510 และการเข้าอบรมวิปัสสนาที่วัดวชิรธรรมสาธิต (วัดทุ่งสาธิต) เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม ภายใต้การสอนของท่านเจ้าคุณพระธรรมธีรราชมหามุนี ในปี พ.ศ.2511 นับได้ว่าผลเป็นที่น่าพอใจมาก

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2517-2548 เป็นเวลากว่า 30 ปี พระธรรมวิสุทธกวี ได้นำพระภิกษุ นักศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย ปริญญาตรีปีสุดท้าย ซึ่งสอบหลักสูตรปริยัติปีสุดท้ายแล้ว ออกไปฝึกกรรมฐานในสำนักกรรมฐานวัดป่า ปีละ 15 วัน โดยการอนุมัติของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ในสมัยที่ยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระสาสนโสภณ ในฐานะที่ทรงเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยในสมัยนั้น ให้ทางวิทยาลัยนำพระนักศึกษาไปฝึกกรรมฐานภาคปฏิบัติ ที่วัดเขาสกิม อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ปีละ 15 วัน และในบางปีได้นำพระนักเรียนพระสังฆาธิการ (นักเรียนการปกครอง) และนักเรียนครูพระปริยัติธรรมของคณะธรรมยุติไปฝึกอบรม แต่นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 จนถึงปัจจุบัน ได้มีพระนักศึกษาของ มมร. จากทุกวิทยาเขตเข้ามาฝึกอบรมด้วย ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ได้มีพระภิกษุเข้าฝึกอบรมกรรมฐานผ่านไปแล้วกว่า 3,000 รูป

 

ผลงานการสอนกรรมฐานแก่พระภิกษุสามเรร

ในการสอบกรรมฐานแก่พระภิกษุสามเณร  จัดหลักสูตรเป็นรุ่น  ดังนี้

  1. หลักสูตรปริญญาตรี
  2. หลักสูตรปริญญาโท
  3. หลักสูตรวิปัสสนาจารย์
  4. หลักสูตรสำหรับพระนวกะ

 

ผลงานด้านการอบรมกรรมฐานแก่ฆราวาส

การฝึกอบรมกรรมฐานสำหรับฆราวาสนั้น ได้ดำนินการมาตั้งแต่ ปี 2525 จนถึงปี 2548 (พฤษภาคม) นับเป็นปีที่ 24 แล้ว โดยเปิดหลักสูตรชั้นต้น 7 วัน  มาแล้วรวม 167 รุ่น และหลักสูตรก้าวหน้า 10 วัน 20 รุ่น  การสอนกรรมฐานแก่ประชาชนนักศึกษาและนักเรียน

นอกจากการให้การฝึกอบรมกรรมฐานสำหรับฆราวาสที่จัดเป็นหลักสูตรชั้นต้นและชั้นสูงแล้ว ก็ยังได้ให้การฝึกอบรมกรรมฐานแก่ประชาชน  นักศึกษาและนักเรียนเป็นพิเศษอีกด้วย

 

เกียรติคุณ

1. ได้รับพระราชทานโล่รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา “ประเภทส่งเสริมผู้ปฏิบัติธรรม” จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ณ ปะรำพิธี ท้องสนามหลวง ในเทศกาลวิสาขบูชา วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2531

2. ได้รับเกียรติบัตร “การฝึกอบรมกรรมฐาน” จากพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระชูปถัมภ์ ในการสอนกรรมฐานเมื้อวันที่      20 มีนาคม พ.ศ.2541 โดยศาสตราย์ประภาศอวยชัย                          นายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย เป็นผู้มอบหมาย

3. ได้รับเกียรติบัตร “ในการได้ปฏิบัติศาสนากิจดีมากในด้านการปกครง”  จากสมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราช  ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2541

4. ได้รับโล่ “รางวัลราชมงคลสรรเสริญ สำหรับผู้ปฏิบัติงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขามนุษย์ศาสตร์” จากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล โดยหม่อมเจ้าพิริยดิศ ดิศสกุล ประทานถวายให้เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2541

5. ได้รับโล่ “เชิดชูเกียรติคุณ สำหรับผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรม กรุงเทพฯ สาขามนุษย์ศาสตร์” ที่ศูนย์วัฒธรรมแห่งชาติโดยนายปัญจะ เกสรทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้มอมถวาย เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2542

 

งานด้านสาธารณูปการ                                                          

1. บูรณะและปรับปรุงวัด และพระเจดีย์ของวัดโสมนัสวิหาร สิ้นทุนในการนี้ไปแล้วประมาณ 45 ล้านบาท

2. ได้จัดหาทุนในการสร้างโบสถ์ กุฎิ หอปฏิบัติกรรมฐาน ศาลาการเปรียญ หอกระจายน้ำ  วัดธรรมประดิษฐ์ อ.สทิงพระ จ.สงขลา สิ้นทุนในการนี้ไปแล้วประมาณ 16 ล้านบาท

3. ได้จัดหาทุนในการสร้างโบสถ์ กุฎิ หอปฏิบัติกรรมฐาน หอกระจายน้ำ วัดผาสุกาวาส อ.สทิงพระ จ.สงขลา สิ้นทุนในการนี้ไปแล้วประมาณ 10 ล้านบาท

ฯลฯ

 

งานด้านการศึกษาสงเคราะห์

1. ได้ตั้งทุนการคึกษา “ศรีสุทธิกวี” สำหรับพระภิกษุสามเณรนักศึกษาของมหามกุฏราชวิทยาลัย  เป็นทุนสินสมทบ  ตั้งแต่ปี 2526 ขณะนี้มีทุนประมาณ  700,000 บาท (พ.ศ.2543) ได้นำดอกผลมาถวายนักศึกษาผู้มีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้

2. ตั้งทุน “ฐิตวณโณ  เพื่อเผยแผ่พุทธธรรม” เป็นทุนสินสมทบไว้ในมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 เพื่อนำดอกผลที่ได้รับแต่ละปี จัดพิมพ์หนังสือทางพุทธศาสนาออกเผยแพร่ เป็นทุนการศึกษาของพระภิกษุสามเณรผู้สอบบาลีได้ ฯลฯ ขณะนี้มีทุนประมาณ 2,226,000 บาท (พ.ศ.2543)

3. ตั้งทุนการศึกษา “84 ปี โรงเรียนธรรมประดิษฐ์” ในปี พ.ศ.2533 จำนวน 100,000 บาท เป็นทุนสำหรับการศึกษาของนักเรียนที่เรียนแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

4. จัดโครงการส่งเสริมการเรียนนักธรรมและธรรมศึกษา ในเขตภาคการปกครองในภาคใต้

5. จัดทำโครงการศาสนทายาทในภาคใต้

6. จัดทอดผ้าป่าสามัคคีโดยเด็จพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ประจำปี ในวันที่ 12 สิงหาคม

 

ผลงานด้านเผยแผ่พระพุทธศาสนา

1. ได้เขียนหนังสือทางพระพุทธศาสนาทั้งภาษาไทย บาลี และอังกฤษ เท่าที่จัดพิมพ์ออกเผยแพร่แล้ว และขณะนี้มีทั้งหมด 66 เรื่อง ที่มอบให้มหามกุฏราชวิทยาลัยจัดพิมพ์จำหน่ายเผยแพร่ มีทั้งหมด 25 เรื่อง

2. ได้จัดทำเทปธรรมมะทางพระพุทธศาสนา ประมาณ 300 ตลับ ได้จัดทำวีดิโอเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ประมาณ 50 ม้วน

พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณโณ) เป็นพระเถราจารย์ผู้ทรงเปี่ยม ทั้งด้านองค์ความรู้ และองค์คุณธรรม ได้บำเพ็ญประโยชน์อื่นๆ เพื่อพระพุทธศาสนาและประเทศชาติ ตลอดจนได้พัฒนาท้องถิ่นและวัดในหมู่บ้านถิ่นกำเนิด เป็นปูชนียบุคคลอันเป็นตัวอย่างแก่ชนเบื้องหลัง จึงสมควรถวายคำยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของท้องถิ่น อำเภอสทิงพระโดยแท้

 

This entry was posted in บุคคลสำคัญในท้องถิ่น ส 31203. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s